ส่งออกไทย มี.ค. 2566 หดตัว 4.2% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
ส่งออก การส่งออก สินค้า
สินิตย์ เผยส่งออกไทย มีนาคม 2566 หดตัว 4.2% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยมีมูลค่า 27,651 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดในรอบ 12 เดือน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการส่งออกผลไม้ดีขึ้น อุตสาหกรรมบางตัวฟื้นตัว ถือว่าการส่งออกไทยเดือนนี้ดีกว่าหลายประเทศ
วันที่ 26 เมษายน 2566 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนมีนาคม 2566 มีมูลค่า 27,651.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 4.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565
ทั้งนี้ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยขยายตัว 0.01% โดยการส่งออกเดือนนี้หดตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ แต่หากดูมูลค่าการส่งออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 23,900.9 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นเป็นเพราะสินค้าผลไม้ส่งไปจีนเพิ่มขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมบางรายการเริ่มฟื้นตัว
“แต่การส่งออกของไทยในเดือนนี้ หากเทียบกับหลายประเทศก็ถือว่าการส่งออกไทยยังดี โดยญี่ปุ่นส่งออกหดตัว 8.0% เกาหลีใต้หดตัว 12.6% สิงคโปร์หดตัว 5.1% ไต้หวันหดตัว 19.2% เวียดนามหดตัว 11.7% เป็นตัน ซึ่งถือว่าการส่งออกไทยเดือนนี้ดีกว่าหลายประเทศ
แต่ก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่าง เศรษฐกิจคู่ค้า สถาบันการเงิน ขณะที่ค่าเงินถือว่าอยู่ในปัจจัยที่เอกชนรับได้ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งปี 2566 ยังคาดว่าส่งออกโต 1-2%”
ขณะที่การนำเข้าเดือนมีนาคม 2566 มีมูลค่า 24,935.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 7.1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไทยมีดุลการค้าเกินดุล 2,718.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในรอบ 12 เดือน
ภาพรวมไตรมาสแรก 2566 ยังหดตัว
ส่วนภาพรวม ไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออก มีมูลค่า 70,280.1 เหรียญสหรัฐ หดตัว 4.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้าไตรมาสแรก มีมูลค่า 73,324.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 0.5% ส่งผลให้ดุลการค้าไทย ไตรมาสแรกของปี 2566 ขาดดุล 3,044.2 ล้านเหรียญสหรัฐ
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัว 2 เดือนต่อเนื่อง โดยเป็นการขยายตัวทั้งหมวดสินค้าเกษตร ขยายตัว 1.2% และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 7.1%
โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่
- น้ำตาลทราย ขยายตัว 73.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และลิเบีย
- ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว 5.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน ขยายตัวในตลาดจีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐ
- ข้าว ขยายตัว 7.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน ขยายตัวในตลาดอิรัก แอฟริกาใต้ อังโกลา เซเนกัล และแทนซาเนีย
ขณะที่ สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ
- ยางพารา หดตัว 41.1% หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน หดตัวในตลาดจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ แต่ขยายตัวในตลาดโรมาเนีย และสหราชอาณาจักร
- อาหารสัตว์เลี้ยง หดตัว 25.0% หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน หดตัวในตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น มาเลเชีย ออสเตรเลีย และอิตาลี แต่ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา บังกลาเทศ และรัสเชีย
- ผลไม้กระป้องและแปรรูปหดตัว 17.8%
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 1.9%
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม หดตัว 5.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน แม้ว่าการส่งออกภาพรวมของหมวดหดตัว แต่ยังมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ
- รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัว 1.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสหรัฐ
- เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัว 16.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ อิตาลี ฝรั่งเศส อินเดีย และอินโดนีเซีย
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ
- สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน หดตัว 14.2% หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน หดตัวในตลาดจีน เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดลาว สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอียิปต์
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ หดตัว 6.0% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน หดตัวในตลาดฮ่องกง จีน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และไต้หวัน แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐ สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเม็กซิโก
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัว 5.8%
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป จากภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ ทั้งจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในแต่ละภูมิภาคของโลกยังอยู่ในระดับสูง
ภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินยังเป็นปัจจัยบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ รวมไปถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2566 แม้จะหดตัว ทั้งการรื้อฟื้นความสัมพันธ์และการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และการทำความตกลงทางการค้าในระดับท้องถิ่นกับตลาดศักยภาพในจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ช่วยสนับสนุนการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ และคาดว่าจะช่วยประคับประคองการส่งออกของไทยให้ผ่านพ้นภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ ขณะที่การส่งออกไตรมาส 2 จะหดตัวหรือไม่ยังสามารถคาดการณ์ในตอนนี้