เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หุ้นไทยร่วง 8% จากต้นปี ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเดือนที่ 3

09 พ.ค. 2566 | 16:01น.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) เดือน เม.ย. 66 ปิดที่ 1,529.12 จุด ปรับลดลง 5.0% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 8.4% นับจากต้นปี ผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ด้านต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเดือนที่ 3 มูลค่า 7,901 ล้านบาท

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทั้งตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกมีความผันผวนค่อนข้างมาก จากความกังวลในเรื่องของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดยในช่วงเดือนเมษายนมีการคาดการณ์ออกมามากมายถึงทิศทางของเฟด ก่อนที่เฟดจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในวันพุธ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5-5.25% แตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี

นอกจากนี้ เฟดยังส่งสัญญาณว่าอาจจะยังมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อและจะยังไม่ปรับลดลงในปีนี้ แต่ก็มีนักลงทุนที่มองว่าเฟดน่าจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งปัจจัยที่ต้องคอยติดตามต่อ

ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนจะเห็นได้ว่าในภาพของเศรษฐกิจโลกยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2566 จะมีการชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อย (Soft Landing)

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงกว่าเป้า และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจถดถอยจะไม่รุนแรง รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ อย่างการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่กลับมาเป็นบวกต่อเนื่อง 2 เดือนติดกัน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีส่งผลให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

นอกจากนี้ กองทุนหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1 ที่มีเงินกลับมาไหลเข้าสูงถึง 3,300 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ซึ่งมาจากการที่ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) มีการปรับตัวลงทำให้ผู้ลงทุนสนใจกองทุนหุ้นไทยมากขึ้น

โดยสิ้นเดือนเมษายน 2566 ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดที่ 1,529.12 จุด ปรับลดลง 5.0% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า

โดยปรับไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นใน ASEAN มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai ในเดือนเมษายน อยู่ที่ 46,811 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 43.1% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในสี่เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 62,461 ล้านบาท

ด้านผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 3 หลังจากซื้อสุทธิ 4 เดือนติดต่อ โดยในเดือนเมษายน 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 7,901 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน 2566 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) (MGC) และใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.พีลาทัส มารีน (PLT)

ด้าน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2566 อยู่ที่ระดับ 15.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.4 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 18.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2566 อยู่ที่ระดับ 3.14% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ 3.36%

สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนเมษายน 2566 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 402,387 สัญญา ลดลง 40.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของทุกตราสาร

โดยเฉพาะการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2566 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 559,610 สัญญา ลดลง 1.1% จากปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า หลังจากที่เห็นเหตุการณ์ธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งในต่างประเทศปิดตัวลง ส่งผลให้เกิดความกังวลในการลงทุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารพอสมควร ซึ่งสำหรับธนาคารในประเทศไทย มั่นใจว่ามีโครงสร้างเงินฝากกระจายตัวได้ดี และส่วนใหญ่เป็นเงินฝากประเภทบุคคลมากกว่านิติบุคคล

ดังนั้นการที่จะเกิดเหตุการณ์การถอดหรือฝากเงินก้อนใหญ่ก็ลดน้อยลง และสภาพคล่องของธนาคารไทยก็ยังอยู่ในระดับที่ดี ฉะนั้นธนาคารไทยจึงยังไม่มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนัก

“คาดว่าปีนี้ฟันด์โฟลว์น่าจะยังคงผันผวนจากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้นักลงทุนมีการเปลี่ยนพอร์ตลงทุนอย่างรวดเร็ว ซึ่งอยากแนะนำให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดี เนื่องจากที่เงินไหลออกไม่ได้สะท้อนว่าเงินนั้นจะไหลออกจากทุกอุตสาหกรรม เพราะยังเป็นการฟื้นตัวในรูปแบบของ K-Shaped ดังนั้นจึงมีทั้งอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้ดีและบางตัวที่ได้รับผลกระทบอยู่” นายภากรกล่าว

ดัชนีหุ้นไทย