กฟผ.-พันธมิตร เดินหน้า 5 โครงการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
วันที่ 26 มิถุนายน 2566 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพิธีลงนาม 4 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พร้อมด้วยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและ 8 สถาบันอุดมศึกษา
โดยมีนายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายปวัตร์ นวะมะรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมผู้แทนจาก 8 สถาบันอุดมศึกษา ร่วมลงนาม

นายบุญญนิตย์กล่าวว่า กฟผ.มุ่งมั่นดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่กับส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งการจัดการคุณภาพอากาศ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ การเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality ภายในปี 2050 ตามเป้าหมายประเทศเพื่อความสุขของคนไทยอย่างยั่งยืน
นายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการ บริหารจัดการ ความยั่งยืน กฟผ. กล่าวเสริมว่า มีการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายมาหลายปี ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของทุกฝ่ายที่มีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ
ทั้งเรื่องการปลูกป่าเหนืออ่างเก็บน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่การกักเก็บน้ำป้องกันภัยแล้งตามศาสตร์ของพระราชา รวมถึงการปลูกฝังและเผยแพร่ความรู้ พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ปลูกป่าสร้างต้นน้ำ
นายรอยลเปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความสามารถบริหารจัดการความจุของน้ำอยู่ที่ 80,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในประเทศไทย ทำให้สามารถจัดเก็บน้ำได้เพียง 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงปัญหาตะกอนที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ 3.27 ล้านตันต่อปี
ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ที่ระบุว่า ต้องรักษาปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูพื้นที่ป่าบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยนำร่องบริเวณเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ที่เริ่มดำเนินการและเห็นผลแล้ว
“มูลนิธิฯ มีความยินดีและพร้อมเป็นอย่างยิ่งในการร่วมกับ กฟผ. และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) เพื่อน้อมนำพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า และพลังงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชน โดยร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู บริเวณพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนปากมูล”

ความมั่นคงไฟฟ้าเพื่อการเรียนรู้
นายปวัตร์กล่าวว่า ในปี 2566 กฟผ.จะร่วมส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงาน ด้วยการสนับสนุนการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงอาทิตย์ออฟกริดและระบบกักเก็บพลังงานในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนำร่อง 3 แห่งในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เพื่อปรับปรุงและเสริมสร้างความมั่นคงด้านการใช้ไฟฟ้าและการผลิตน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในโรงเรียน
รวมถึงบูรณาการต่อยอดการปลูกป่าในพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณป่าต้นน้ำ นำร่องดำเนินงานบริเวณอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี และอ่างเก็บน้ำลำสะพุง จังหวัดชัยภูมิ รวม 700 ไร่ ภายใต้โครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วมของ กฟผ.
สามัคคีคือพลังพาไทยให้ยั่งยืน
นายวิวัฒน์กล่าวว่า ปีนี้นับว่าเป็นปีที่ 2 แล้วที่ได้ร่วมเดินหน้าต่อเนื่องขับเคลื่อนโครงการศาสตร์พระราชาสืบสานงานของพ่อกับ กฟผ.
โดยมุ่งพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความสัมพันธ์กับ 7 เขื่อนพระนาม 3 โรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ให้พึ่งพาตนเองได้
“เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมายตามที่ประเทศไทยร่วมกับสหประชาชาติประจำประเทศไทยได้ตั้งมั่นไว้นั้น ต้องอาศัยการเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน โดยยึดหลักสำคัญที่ว่า สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย”
เริ่มต้นที่จุดเล็ก เริ่มต้นที่เยาวชน
นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความพร้อมของ 8 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมสนับสนุนโครงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมปีที่ 2
โดยมีเป้าหมายให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดการส่งเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโครงการห้องเรียนสีเขียว กฟผ. เข้าสู่ระดับอุดมศึกษาจากการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดภายใต้หัวข้อ นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“คิดใหญ่ทำได้ แต่เวลาทำต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อปลูกฝังเยาวชนเรื่องความยั่งยืนและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเยาวชนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และเปลี่ยนแปลงโลกสู่ความยั่งยืนไปอย่างแท้จริง”