เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

นักวิเคราะห์ชี้ “เศรษฐกิจไทยฟื้น” ปัจจัยหนุนหุ้นไทยสิ้นปีแตะ 1,643 จุด

03 ก.ค. 2566 | 17:18น.
ตลาดหุ้นไทย

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์-ผู้จัดการกองทุน 25 สำนัก คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยแกว่งตัวมองจุดสูงสุดที่ 1,563 จุดส่วนปิดสิ้นปี 1,643 จุด “เศรษฐกิจในประเทศฟื้น” ช่วยหนุนดัชนี ด้าน “บล.หยวนต้า” ชี้ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลกลับเข้ามาในหุ้นแบงก์-ค้าปลีกเป็นหลัก

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 25 บริษัทในตลาดทุนไทย เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับสมมติฐานด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2566 นี้ยังคงมีมุมมองว่าเป็นบวก โดยมองค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.83% ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่เคยใช้สมมติฐานที่ 3.50% แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยที่ 3.83% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดูดีเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนที่ผ่านมา นอกจากนี้การปรับลดราคาน้ำมันดิบของปีนี้ลงมาอยู่ที่ 80.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

โดยมีคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 นี้ยังคง sideway และประเมินค่าเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาสที่ 3 นี้อยู่ที่ 1,563 จุด ซึ่งปัจจัยที่มีผลบวกต่อราคาหุ้นไทยมากที่สุดอันดับที่ 1 มีเสียงมากถึง 72% คือเรื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่วนใหญ่มองว่าน่าจะกำลังฟื้นตัวได้ดี

ขณะที่ปัจจัยลบที่ส่งผลต่อตลาดทุนไปจนถึงสิ้นปีนี้มากที่สุดอันดับที่ 1 มีเสียงมากถึง 80% คือเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

นอกจากนี้ปัจจัยที่ควรจับตามองที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาส 3 นี้ส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลการเมืองในประเทศและทิศทางของดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และภาวะเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค. 2566) มองค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1,643 จุด โดยส่วนใหญ่มองว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,601-1,650 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,454 จุด อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 1,630 จุด ซึ่งลดลง 77 จุด จากระดับคาดการณ์ในครั้งก่อนอยู่ที่ระดับ 1,707 จุด

ทั้งนี้ สมาคมนักวิเคราะห์ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลใหม่ควรมีนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดยอันดับแรกมองว่าเป็นเรื่องของการช่วยเหลือภาคธุรกิจ รองลงมาเป็นเรื่องของโครงการลงทุนภาครัฐและสุดท้ายเรื่องของการช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่วนใหญ่ยังมองว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้น 0.50% อีก 2 ครั้งในปีนี้

ในส่วนของการคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 93.21 บาท ซึ่งปรับลดจากการสำรวจครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 95.77 บาทต่อหุ้น และในครั้งนี้คาดการณ์ EPS Growth ของปี 2566 อยู่ที่ 7.61%

นายสมบัติกล่าวต่อว่า ในด้านมุมมองการลงทุนนักวิเคราะห์แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนให้มีเงินสดและเงินฝาก 14.24% ของพอร์ตและมีกองทุนตราสารหนี้ 22.83% ของพอร์ต ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแนะนำให้แบ่งเงินไว้ในหุ้นไทย หรือกองทุนหุ้นไทย 24.87%

รองลงมาคือการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 23.84% ตามด้วยการแบ่งเงินลงทุนเอาไว้ในทองคำ 7.43% กองทุนอสังหาฯ 6.59% และสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น การลงทุนในคริปโต 0.21%

โดยความเห็นต่อการลงทุนต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศนั้นแนะนำกองทุนเทคโนโลยี, กองทุนหุ้นจีนและเอเชียจากการเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาปกติอีกครั้ง

โดยหมวดธุรกิจที่แนะนำให้เพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในช่วงไตรมาส 3 นี้สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจค้าปลีก, ธนาคาร, การแพทย์และการท่องเที่ยว

ในขณะที่ส่วนที่ต้องลดน้ำหนักการลงทุนคือธุรกิจไฟแนนซ์, ปิโตรเคมี, พลังงานและสาธารณูปโภค

รายชื่อหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้

1.ADVANC หรือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส โดยมองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลงจะส่งผลดีต่อธุรกิจ

2.AOT หรือ บมจ.ท่าอากาศยานไทย ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและนักลงทุนจีนที่คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี

3.BBL หรือธนาคารกรุงเทพ มองความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่โดยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 1 ในตลาดนี้สินเชื่อประเภทนี้แม้จะมีผลตอบแทนต่ำแต่ก็มีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนั้นยังมีสินเชื่อส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวและมีเงินฝากประจำสัดส่วนสูง ซึ่งได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นมากที่สุด ทั้งยังรองรับความเสี่ยงได้มากจากสัดส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (NPL) ที่มีอยู่ถึง 243% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารที่ 171% อยู่มาก

4.CPALL หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ มองว่ามีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคที่จะเพิ่มสูงขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าฟื้นตัว

5.SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าจะได้ประโยชน์จาก กนง. เปิดช่องขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มแบงก์โดยรวมทั้งราคาตอนนี้ยัง Laggard

ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ยังแกว่งตัวไซด์เวย์รอการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากตลาดยังคงเผื่อใจถึงผลการจัดตั้งรัฐบาล โดยตลาดยังคงจับตาดูและรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงไป เพราะว่าไม่มีความคืบหน้าในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลแต่หลังจากที่มีข่าวหรือมีความคืบหน้าและมีความชัดเจนในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรี ตลาดหุ้นก็มีการปรับตัวขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักทุนต่างชาติที่มีการขายสุทธิหุ้นไทยไปแสนล้านบาทในปีนี้มองว่าเป็นการขายออกครึ่งหนึ่งเพื่อรอจังหวะที่จะเข้าซื้อใหม่ โดยคาดว่าหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าจะกลับเข้ามาซื้อจะเป็นหุ้นในส่วนของธนาคาร เช่น SCB, BBL และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่ต่างชาติมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาซื้อจะไม่มีหุ้นโรงไฟฟ้า เนื่องจากว่ากลุ่มนี้ยังรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ รวมถึงยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนดูแลกระทรวงพลังงาน อย่างไรก็ตามมองว่าฟันด์โฟลว์มีโอกาสที่จะกลับเข้ามา แต่จะกลับเข้ามาในลักษณะที่มีความระมัดระวังมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น เศรษฐกิจไทย