Skip to content

ผู้ว่าการ ธปท. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงนาน คุม “เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน”

10 ส.ค. 2566 | 10:21น.
ผู้ว่าการ ธปท. ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงนาน คุม “เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน”

ดร.เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่สะดุด แม้ส่งออกชะลอ-นักท่องเที่ยวจีนมาน้อยกว่าคาด มั่นใจจีดีพีโตได้ 3% กว่า ทั้งปีนี้และปีหน้า ส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายใกล้พีก ประชุม กนง. รอบหน้ามีโอกาสออกได้ 2 หน้า พร้อมยืนยันไม่รีบลดดอกเบี้ย เหตุยังต้องคุมเงินเฟ้อ-สกัดหนี้ครัวเรือนพุ่ง

วันที่ 10 สิงหาคม 2566 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ประจำปี 2566 ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ย้ำว่ายังเป็นการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้บางช่วงอาจจะมีตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดไปบ้าง แต่ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจยังโต รวมถึงเงินเฟ้อก็น่าจะเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้ตามคาด

ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2566 ซึ่งแนวโน้มอาจจะออกมาแผ่วลงบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะไม่ไปต่อเนื่อง

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภาคเอกชน รวมกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการบริโภคปีนี้ก็คงโตได้เกิน 4% ส่วนท่องเที่ยว แม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะไม่ได้มาเร็วอย่างที่คิดไว้ แต่ภาพรวมนักท่องเที่ยวก็น่าจะเห็นตัวเลข 29 ล้านคนในปีนี้

อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ไม่ค่อยดีนัก จะเป็นการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน

“ภาพเหล่านี้ยังไม่ได้เปลี่ยน ยังเป็นไปตามที่เรามองไว้ ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ที่ออกไปที่ 3.6% ตอนนี้ ด้วยความที่มีการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งออก เรื่องตัวเลขนี่เดี๋ยวคงมีการปรับลงบ้าง แต่ในภาพรวม ก็น่าจะเห็น 3% กลาง ๆ บวกลบ ทั้งปีนี้และปีหน้า”

สำหรับเงินเฟ้อที่ตัวเลข 2 เดือนล่าสุดออกมาต่ำ โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา เงินเฟ้อลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว เพราะคาดว่าแนวโน้มเงินเฟ้อน่าจะค่อย ๆ เพิ่มกลับขึ้นไปใหม่ และ เข้าไปสู่กรอบระยะยาวของ ธปท.

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า มองไปในช่วงที่เหลือของปี การท่องเที่ยวน่าจะยังเติบโตดีขึ้น เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น ขณะที่การบริโภคยังโตได้ต่อเนื่อง แต่ที่ต้องติดตามคือ การส่งออกที่ไม่ดี ส่วนหนึ่งมาจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นช้ากว่าที่คิด ซึ่งก็ต้องดูว่าส่งออกไทยจะฟื้นได้ในช่วงปลายปีอย่างที่มองไว้หรือไม่

ทั้งนี้ วันนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมามากกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว บริบทเศรษฐกิจแตกต่างไปจากปีที่แล้ว ดังนั้นโจทย์ของนโยบายการเงินในวันนี้จึงเปลี่ยนไป โดยจะต้องคำนึงถึงภาพระยะยาวมากขึ้น

“ปีที่แล้ว Smooth Take Off ส่วนนี้ปีนี้เป็นเรื่องของการ Landing ทำไงให้ลงได้ดี อันหนึ่งที่เราต้องดูให้ดี ดูให้คือ ตอนนี้นอกจากดูปัจจัยระยะสั้น เงินเฟ้อ หรือเศรษฐกิจว่าต้องเติบโตอย่างไร เราต้องดูภาพระยะยาวมากขึ้นด้วย พูดง่าย ๆ คือ เราจะลงตรงไหน จะอยู่ตรงไหน เหมือนเป็นการปักหมุดระยะยาว ในเรื่องดอกเบี้ย ที่จะอยู่ในระดับที่สร้างความสมดุลในระยะปานกลางกับระยะยาว ว่าต้องเป็นเท่าไหร่”

โดยสิ่งที่อยากเห็น คือ 1.เศรษฐกิจไทยโตตามศักยภาพต่อเนื่อง ซึ่งจะอยู่ที่การเติบโตประมาณ 3-4% ต่อปี เพราะด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โตเร็วกว่านี้ก็จะเกิดปัญหา 2.เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 1-3% อย่างยั่งยืน 3.ดอกเบี้ยต้องไม่สร้างปัญหาเชิงโครงสร้าง ความไม่สมดุลต่าง ๆ

“ชัด ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่า ตอนนี้เรามีหนี้ครัวเรือนสูงระดับ 90% ของจีดีพี ถามว่าส่วนหนึ่งมาจากอะไร ก็มาจากที่เรามีดอกเบี้ยต่ำ และต่ำนานมาก ก็ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่จะไม่ให้หนี้เพิ่มขึ้น ก็ต้องปรับให้ดอกเบี้ยกลับมาสอดคล้องกับความสมดุลในระยะยาว”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตอนนี้มีการเปลี่ยนการสื่อสารนโยบายการเงินจากปีที่แล้ว จะพูดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตอนนี้จะสื่อสารว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คราวหน้าก็มีโอกาสทั้งการขึ้นดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยก็ได้ แต่ที่ชัดเจน คือ ยังไงก็จะไม่มีการลดดอกเบี้ยในช่วงนี้แน่นอน เพราะยังไม่เหมาะสม

“บริบทไทยไม่เหมือนต่างประเทศ ที่เขาจะขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่า neutral rate เพราะเขาจำเป็นต้องเหยียบเบรก แต่โจทย์ของไทย เรื่อง Landing เราต้องการขึ้นดอกเบี้ยไปให้เข้ากับ neutral rate เราไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยไปให้สูงกว่า neutral rate เพราะบริบทเศรษฐกิจ กับเงินเฟ้อของเราไม่เหมือนเขา”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในแง่ผลกระทบต่อผู้กู้นั้น ต้องบอกว่า ผลกระทบจากเงินเฟ้อจะหนักกว่าผลกระทบจากดอกเบี้ยค่อนข้างมาก ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท. เองก็กังวลผลกระทบกับครัวเรือน แต่หากดูโครงสร้างหนี้ครัวเรือน อย่างกรณีในภาคเหนือ พบว่ากว่า 40% ของหนี้ครัวเรือน เป็นผู้กู้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ ดังนั้น แม้ดอกเบี้ยจะปรับขึ้น แต่กลุ่มนี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ อีกกว่า 20% เป็นดอกเบี้ยจะลอยตัว แต่ค่างวดก็เท่าเดิม อย่างกรณีสินเชื่อบ้าน เพียงแต่อาจจะต้องจ่ายนานขึ้น แต่ผลกระทบก็ไม่ได้โดนแบบเต็ม ๆ

“เวลาเราขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย การส่งผ่าน เราก็พยายามดู ไม่อยากให้ส่งผลกระทบกับคนมากเกินไป อย่างขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ถามว่าการส่งผ่านไป 100% หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ อย่างถ้าเราดูพวก M Rate โดยเฉพาะ MRR จะส่งผ่านสักประมาณ 50% เท่านั้น อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย ก็ต้องมีมาตรการมารองรับ มาดูแลกลุ่มเปราะบาง”