Skip to content

ตั้งรัฐบาลช้า ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 2566 ปรับลงครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

11 ส.ค. 2566 | 12:54น.
ตั้งรัฐบาลช้า ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 2566 ปรับลงครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรกฎาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 55.6 ตกลงครั้งแรกในรอบ 14 เดือน เหตุตั้งรัฐบาลช้า ฉุดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหายไป 8 หมื่นล้าน เพราะคนชะลอใช้จ่ายไม่มั่นใจ การเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่โต

วันที่ 11 สิงหาคม 2566 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 55.6 ปรับตัวลดลงจากเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 56.7

โดยเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 14 เดือน สาเหตุผลที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงมา จากที่ประชาชนกังวลกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและในอนาคต และเป็นเหตุให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการ แต่ยังไม่ใช่ช่วงขาลง หากการเมืองดีขึ้นมีรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะกลับมาดี

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 52.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 63.9 โดยดัชนีทุกตัวปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า

โดยปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นที่สำคัญ คือ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ, ผู้บริโภคกังวลว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.25%, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ ลงเหลือ 3.5% จากเดิม 3.6% จากผลของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อาจจะกระทบต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง, ความกังวลต่อภาวะภัยแล้ง และเอลนิโญ ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังมีความไม่แน่นอน

ดัชนี้เชื่อมั่นผู้บริโภค

ส่วนปัจจัยบวกที่กระทบ ได้แก่ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นหลังการเปิดประเทศ ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในภูมิภาค และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น, ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศยังทรงตัว, เงินบาทแข็งค่า สะท้อนว่ามีการไหลเข้าสุทธิของเงินตราต่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง และการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ภาคธุรกิจ และการจ้างงานในอนาคต โดยยังมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า การที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทำให้ประชาชนมีความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง ส่งผลให้ระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เม็ดเงินที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลง ประกอบกับการส่งออกที่ยังไม่โดดเด่น มีแนวโน้มว่าทั้งปีนี้จะติดลบ 2% มากกว่าเดิมที่คาดไว้ว่าจะติดลบ 1% ส่วนการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 ก็เป็นช่วง low season

นอกจากนี้ การมีรัฐบาลรักษาการทำให้ใช้เม็ดเงินงบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ไม่เต็มที่ จากหลายปัจจัยทำให้เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดน้อยลงไปราว 5-8 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี หากสามารถการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 และรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพคาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาฟื้นตัว และยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2566 นี้ไว้ที่ 3.5% หากมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมทั้งแนวนโยบาย คาดว่าจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง