Skip to content

ค่าเงินเอเชียอ่อนค่า รับข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ

11 ส.ค. 2566 | 18:33น.
ค่าเงินเอเชียอ่อนค่า รับข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ

ค่าเงินเอเชียอ่อนค่า รับข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ หลังตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 4.4% ในเดือน ก.ค.เมื่อเทียบรายปี หวั่นเป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

วันที่ 11 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพร ายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 7-11 ส.ค. 2566 ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงในวันจันทร์ภายหลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยในการพิจารณาการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด

โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 3.5% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6%

ค่าจ้างแรงงานรายชั่วโมงเพิ่ม

ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 4.4% ในเดือน ก.ค.เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.2% และเมื่อเทียบรายเดือน ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3%

ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.066% เมื่อวันอังคาร (8/8) รวมทั้งได้แรงหนุนจากการที่นางมิเชล โบว์แมน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

ทั้งนี้ ในวันพฤหัสบดี (10/8) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ดัชนี CPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.3% และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไปปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ค.

สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 90.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย. และให้น้ำหนักเพียง 9.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.50-5.75%

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (7/8) ที่ระดับ 34.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 34.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงทะลุ 35.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ภายหลังจากที่จีนเปิดเผยตัวเลขส่งออกที่ทรุดตัวลงมากกว่าที่คาด

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนี CPI ปรับตัวลง 0.3% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2564 และเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะเงินฝืด ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนสินค้าที่หน้าประตูโรงงานลดลง 4.4% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งปรับตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 4.1%

ธปท.จ่อลดคาดการณ์เศรษฐกิจ เหตุ ศก.โลกชะลอตัว

ขณะที่ในวันพุธ (9/8) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2566 อาจปรับลดลงจากคาดการณ์ แต่ภาพรวมจะยังเห็นการเติบโตได้ที่ระดับ 3% กลาง ๆ จากคาดการณ์ล่าสุดที่ 3.6% เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยยังมีการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แม้บางช่วงอาจจะเห็นตัวเลขต่ำกว่าคาดการณ์บ้าง แต่ภาพรวมยังไม่เปลี่ยนแปลงจากที่ได้ประเมินไว้

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนปีนี้ นายเศรษฐพุฒิ คาดว่าจะเติบโตเกิน 4% ขณะที่การท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวจากจีนจะไม่เข้ามาเร็วอย่างที่คิด แต่ก็ยังเชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ 29 ล้านคน ซึ่งจะยังช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่การส่งออกอาจจะไม่ค่อยดีมาก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจจีน ทำให้การส่งออกยังไม่ค่อยดีนักในช่วงครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังและช่วงปลายปีจะค่อย ๆ ทยอยปรับตัวดีขึ้น

ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.61-35.19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 35.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (7/8) ที่ระดับ 1.1000/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 1.0943/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์ มีการเปิดเผยความเชื่อมั่นของนักลงทุนในยูโรโซนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้ในเดือน ส.ค. หลังจากลดลงติดต่อกัน 3 เดือน เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มแผ่วลงบ้างแล้ว

โดยสถาบันวิจัยเซนทิกซ์ (Sentix) ของเยอรมนีรายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในยูโรโซนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -18.9 ในเดือน ส.ค.จากระดับ -22.5 ในเดือน ก.ค. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะร่วงลงต่อไปสู่ระดับ -24.3 อย่างไรก็ดี นายแพทริค ฮัสซี กรรมการผู้จัดการของสถาบันวิจัยเซนทิกซ์เปิดเผยว่า เยอรมนีได้กลายเป็น “ผู้ป่วย” ของยูโรโซน และสร้างผลกระทบอย่างหนักไปทั่วภูมิภาค โดยความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเยอรมนีลดลงสู่ระดับนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ส่วนดัชนีคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตของยูโรโซนเพิ่มขึ้น 7.3 จุด สู่ระดับ -17.3

ECB เริ่มคุมเงินเฟ้อได้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพราะนักลงทุนมีความคาดหวังในทางที่ดีขึ้น แต่เป็นเพราะคาดกันว่าผลลัพธ์จริงไม่น่าจะหนักหน่วงอย่างที่เคยคาดกันไว้ ขณะที่ในวันอังคาร (8/8) ผลสำรวจล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ผู้บริโภคในยูโรโซนได้ลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงสำหรับในช่วงหลายเดือนและหลายปีข้างหน้า แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อและราคาบ้าน

ข้อมูลจากผลสำรวจของ ECB แสดงให้เห็นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ECB เริ่มประสบความสำเร็จอย่างช้า ๆ ในการป้องกันไม่ให้ประชาชนคิดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะยาว

ผู้ตอบแบบสำรวจฉบับเดือนมิถุนายนคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 3.4% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดลงจากการคาดการณ์ 3.9% ในเดือนก่อนหน้าและเป็นการลดลงเพิ่มเติมหลังจากเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เนื่องจากเงินเฟ้อที่แท้จริงเริ่มเติบโตชะลอตัวลง นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังลดคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้าลงสู่ 2.3% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเป้าหมายที่ 2% ของ ECB มากขึ้น

การสำรวจดังกล่าวยังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้บริโภคยังคงคาดการณ์ว่า รายได้ของตนจะเติบโตช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อและการใช้จ่าย 1.2% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งบ่งบอกถึงมาตรฐานการครองชีพและการออมที่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0927-1.1064 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 1.0994/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (7/8) ที่ระดับ 141.86/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 142.72/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินเยนแข็งค่าจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์หลังจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ต่ำกว่าที่คาดของสหรัฐ อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนทยอยปรับตัวอ่อนค่าลงภายหลัง

โดยในวันจันทร์ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Oplnions) ของกรรมการ BOJ ระบุว่า ในการประชุมนโยบายการเงินเดือน ก.ค.นั้น กรรมการได้หารือกันเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกรายหนึ่งของ BOJ กล่าวว่าค่าจ้างและเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค อาจปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า ในขณะที่สมาชิกของ BOJ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษนั้น แต่กรรมการก็มีความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ กำลังพิจารณาถึงการระงับการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ในวันอังคาร (8/8) กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลว่า ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือนมิถุนายน หลังการค้าพลิกกลับมาเกินดุล ซึ่งช่วยคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการลดลงของกำลังการใช้จ่ายในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก

ในรายงานระบุว่า ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 1.51 ล้านล้านเยน หรือ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวประมาณ 1 ล้านล้านเยนจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าอาจเกินดุล 1.4 ล้านล้านเยน เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ดุลการค้าพลิกกลับมาเกินดุลที่ 3.28 มิถุนายน หลังการค้าเติบโตขึ้น 1.4 ล้านล้านเยนจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้มียอดเกินดุลโดยรวมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5

ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.51-144.89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/8) ที่ระดับ 144.63/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ