“สดช.” จัดทำ “Thailand Digital Outlook” หรือตัวชี้วัดด้านดิจิทัลของไทยเป็นปีที่ 5 พบความเหลื่อมล้ำในการใช้งานอินเทอร์เน็ตลดลง และคนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์เกือบ 1 ใน 3 ของวัน
วันที่ 28 สิงหาคม 2566 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า โครงการศึกษา Thailand Digital Outlook เป็นการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงฯ ได้แก่
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในการจัดเก็บ สำรวจ รวบรวมข้อมูลตัวชี้วัดและสถิติด้านการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้สำหรับประเมินผลจากการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยต่อไป
“สดช. ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งการศึกษาตัวชี้วัดด้านดิจิทัลของประเทศ อ้างอิงตามกรอบมาตรฐานสากลที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือองค์การ OECD (The Organisation for Economic Co-operation and Development) กำหนดไว้ จำนวน 94 ตัวชี้วัด ครอบคลุม 8 มิติเชิงนโยบาย และดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลตัวชี้วัดดังกล่าว ผ่านการสำรวจด้วยแบบสอบถาม 3 กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน และหน่วยงานบริการปฐมภูมิ เช่น โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศมาใช้ประกอบการศึกษาในปีนี้”

โดยผลการสำรวจประจำปี 2566 ระบุว่า ตัวชี้วัดด้านดิจิทัลของประเทศส่วนใหญ่ดีขึ้น และแนวโน้มของแต่ละมิติเชิงนโยบายเป็นดังนี้
1. มิติการเข้าถึง: การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทยอยู่ที่ 89.5% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการเข้าถึง 88%
2. มิติการใช้งาน: สัดส่วนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยอยู่ที่ 87.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีอยู่ 85%
3. มิติอาชีพ: สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจดิจิทัลต่อการจ้างงานทั้งหมดในประเทศไทย คิดเป็น 35.96% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 34.4% เล็กน้อย
4. มิติสังคม: สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้สูงอายุ (55-74 ปี) คิดเป็น 71.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 63.1%
5. มิติการเปิดเสรีของตลาด: สัดส่วนผู้ประกอบการที่มีการจำหน่ายสินค้า/บริการทางออนไลน์ไปยังตลาดต่างประเทศ สูงถึง 31.53% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนเพียง 26.29%
6. มิติด้านนวัตกรรม: มูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมไอทีต่อ GDP ในปี 2565 อยู่ที่ 0.93%
7. มิติความน่าเชื่อถือ: สัดส่วนผู้ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล/ความเป็นส่วนตัว อยู่ที่ 14.52%
8. มิติการเติบโตและสภาพความเป็นอยู่: สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในธุรกิจดิจิทัล ปี 2565 คิดเป็น 40% ของภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอีก 9 ประเด็น ได้แก่
1. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2563 อยู่ที่ 11.9% ลดเหลือ 6.5% ในปี 2566 หมายความว่าผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น
2. ผู้รับบริการออนไลน์ภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็น 66.17% โดยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการปรับเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เป็นปัจจัยที่ทำให้การใช้งานเพิ่มขึ้น
3. 75.92% ของหน่วยงานบริการปฐมภูมิทั่วประเทศมีการให้บริการออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกหรือช่องทางในการให้บริการ
4. คนไทยมีแนวโน้มใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากขึ้น ชั่วโมงการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 7.25 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งกิจกรรมดิจิทัลที่คนไทยใช้งานมากสุด คือการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ตามมาด้วยการใช้เพื่อสนทนา และรับชมวิดีโอ
5. สินค้าและบริการออนไลน์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สินค้าแฟชั่น สินค้าอุปโภคบริโภค บริการดีลิเวอรี่ และสินค้า/บริการเพื่อความบันเทิง
6. ภาคธุรกิจตื่นตัวในเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างมาก แต่การใช้ประโยชน์ในเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ยังกระจุกตัวในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่
7. แรงงานดิจิทัลทวีความสำคัญมากขึ้น ภาคธุรกิจบางส่วนมีการจ้าง Digital Nomad หรือบุคคลที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลักและใช้ชีวิตแบบพเนจร มาทดแทนแรงงานที่หายาก/ขาดแคลน และในอนาคตยังมีความต้องการสายงานดิจิทัลอยู่อีกมาก
8. คนไทยส่วนใหญ่มีทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในการทำงาน แต่ทักษะด้านความปลอดภัยในการใช้งานและทักษะที่ต้องการในอนาคตยังมีไม่มาก
9. ปัญหาการใช้งานดิจิทัลทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ SMS หลอกลวง ส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของภาคประชาชน