พรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าอาจจะเสียคะแนนเสียงไปบางส่วน เพราะฉะนั้นหนึ่งในวิธีการกระตุ้นเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน มีวิธีการเดียวคือการเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน
สวัสดีครับ Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุน สัปดาห์นี้ จะมาเจาะลึกนโยบายของรัฐบาลคุณเศรษฐา โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งเราจะเริ่มเห็นแล้วนะครับว่าการเดินหน้าผลักดันฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีน เพื่อให้ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน รวมถึงคาดหวังว่าในการประชุม ครม. นัดแรก จะมีการเสนอนโยบายลดค่าไฟและราคาน้ำมันลง
ขณะที่ก็ยังต้องติดตามนะครับว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต มูลค่า 10,000 บาท ให้กับผู้มีสิทธิกว่า 60 ล้านคน ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากกว่า 5 แสนล้านบาท ตรงนี้จะดึงเงินจากส่วนไหนมาใช้ ในขณะที่งบประมาณปี 2567 ยังมีความล่าช้า
วันนี้มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ คุณภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ จาก บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด
Q : นโยบายที่ต้องทำเร่งด่วนมีอะไรบ้าง แจกเงินดิจิทัลใช้งบฯกว่า 5 แสนล้านบาท ดึงเงินส่วนไหนมาใช้
ทางด้านของพรรคเพื่อไทยที่เขาหาเสียงไว้ หลัก ๆ เราเห็นอยู่ 3 นโยบาย นโยบายแรกฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่า ถ้ายิ่งเกิดก่อนช่วง Golden Week ด้วย ก็คือช่วงที่ประเทศจีนหยุดยาว จะเป็นช่วงสัปดาห์แรกของไตรมาสที่ 4 ถ้าทันปุ๊บก็จะดี เพราะว่าประเทศไทย ภาคการท่องเที่ยวเป็นไฮซีซันตอนไตรมาสที่ 4 ยิ่งทัน Golden Week อีก ก็ยิ่งสอดคล้องกับนโยบาย นี้พอดี
ซึ่งทางด้านของการท่องเที่ยวบ้านเรา คิดเป็นสัดส่วน GDP ประมาณ 12% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะบูมและดีขึ้นสำหรับนโยบายฟรีวีซ่า ทำง่าย ทำเร็ว และมาถูกที่ถูกเวลา
ในส่วนที่สองน่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ทั้งค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า พวกนี้ผมว่าก็น่าจะพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในภาพของพวกการบริโภค (Consumption) ก็เป็นสัดส่วน GDP ราว ๆ ครึ่งหนึ่ง และเผอิญ GDP บ้านเราในช่วงครึ่งปีแรกดรอปด้วย ก็คือโตเพียงแค่ 2.2% เฉลี่ย ๆ เราโต 3-4%
แต่พอครึ่งปีแรกเราโต 2.2% พอมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงลดค่าพลังงานต่าง ๆ น่าจะทำให้ GDP ครึ่งหลัง โตได้ดี น่าจะขึ้นไปได้ดีกว่าที่หลาย ๆ คนคาดว่าจะได้ 2.5-3% หรืออาจจะเกินนี้ก็เป็นไปได้
และส่วนสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องกระเป๋าตังค์ดิจิทัล ทุกคนจะรอกันว่าจะได้ 10,000 บาท เข้ากระเป๋าทันทีเลย ทางด้านคุณเศรษฐาเขาก็ยืนยันว่า มาต้นปี 2567 แน่นอน สำหรับประเด็นนี้ก็น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี เพราะว่า GDP บ้านเราปีนี้ หลาย ๆ คนก็คาว่าโตได้ราว ๆ 3% แต่พรรคเพื่อไทยหาเสียงว่า ถ้าเกิดมีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพื่อไทยทำ มีโอกาสจะเติบโตได้ 5% ต่อปี ในช่วงของการเป็นรัฐบาล
แบบนี้เราก็จะเห็นแนวโน้มที่เศรษฐกิจเราจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ทีนี่ถ้าเกิดคำถามเพราะว่าทางด้านกระเป๋าตังค์ดิจิทัล ใช้งบประมาณเยอะ คาดการณ์อยู่ประมาณ 5.6 แสนล้านบาท
แจกเงินดิจิทัล ใช้งบฯ 5.6 แสนล้าน
ทาง TDRI ทำมาคร่าว ๆ สรุปงบฯ 5.6 แสนล้านบาท มาจากไหนบ้าง ส่วนแรกมาจากรายรับของภาษีในปี 2567 ถ้าเก็บมาได้จะอยู่ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท และอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท มาจากการจัดการงบประมาณที่มีอยู่ อาจจะมีการโยกย้ายงบฯจากบางส่วนไปอยู่บางส่วนแทน และก็ลดพวกงบฯซ้ำซ้อนต่าง ๆ
และส่วนสุดท้ายพอมีการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดนี้ น่าจะเก็บภาษีได้เพิ่ม ราว ๆ 1 แสนล้านบาท บวกกันได้ 5.6 แสนล้านพอดี
ทีนี่เกิดคำถามว่างบพวกนี้อาจจะเป็นการคาดการณ์ว่าจะเก็บได้ราว ๆ นี้ อาจจะมีบวกลบบ้างว่าการจัดเก็บภาษีอาจจะมีบวกลบจากนี้ หรือเก็บได้ไม่ได้ถึงขนาดนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมว่ามีความเป็นไปได้ในตัวเลขนี้ พอที่จะจัดสรรงบได้ตามนี้ได้
แม้ว่าจะมีบวกลบบ้าง แต่เผอิญไปดูอีกส่วนหนึ่งคือ หนี้สินต่อ GDP บ้านเรา ตอนนี้มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 61% แต่ว่ารัฐบาลสามารถกู้รูมเพิ่มเติมตรงนี้ไปได้ถึงเพดาน 70% แสดงให้เห็นว่ามีเม็ดเงินที่สามารถกู้เพิ่มได้ถึง 1.58 ล้านล้านบาท ก็คือ 1.58 ล้านล้านบาท คัฟเวอร์ทั้ง 5.6 แสนล้านเลย หรือว่าการจัดการงบประมาณไม่ได้ใช้งบฯเพิ่ม อาจจะมีบวกลบบ้าง เราก็พอมีรูมที่กู้เพิ่มได้
ดังนั้นการดำเนินนโยบายของกระเป๋าเงินดิจิทัล ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นได้ และน่าจะพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเราต่อเนื่องสำหรับในช่วงต้นปีหน้านะครับ
Q : หุ้นได้รับประโยชน์มีอะไรบ้าง ถ้าจะเข้าไปเล่นเก็งกำไร ราคาอัพไซด์มีรูมมากหรือไม่
จริง ๆ หุ้นบ้านเรา พอโหวตนายกฯผ่านแล้ว หุ้นก็มีการรีบาวนด์กลับขึ้นมาบ้าง ก็เลยพยายามหาว่ายังมีหุ้นอะไรที่ราคายังค่อนข้างที่จะ laggard ตลาด และจะได้ประโยชน์จากส่วนของมาตรการต่าง ๆ ทางด้านของพรรคเพื่อไทยด้วย
ส่วนแรกฟรีวีซ่า แน่นอนประตูด่านแรก ถ้าเกิดเข้ามาต้องผ่านสนามบินก่อน แนะนำเป็น AOT เพราะว่าเกิดมีฟรีวีซ่าแล้ว และเน้นกระตุ้นของการท่องเที่ยว ยิ่งจะผลักดันเรื่องของซอฟพาวเวอร์ เราน่าจะเห็นภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมามากขึ้น
และยิ่งตลาดคาดการณ์มาว่า นักท่องเที่ยวปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาได้ประมาณ 25 ล้านคน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถึงเดือน 7 มี 17.5 ล้านคนล่ะ แสดงให้เห็นว่าช่วงไตรมาสที่ 4 มีโอกาสที่จะเกินกว่าประมาณการ ผมว่ามีโอกาสเกิน 25 ล้านคนได้ จะไปแตะ 30 ล้านคน ก็เป็นไปได้
4 หุ้นเด่น AOT-CPAXT-TRUE-ORI
ดังนั้นทั้งรูมในการที่นักท่องเที่ยวจะมามากขึ้น ทั้งการกระตุ้นแบบนี้น่าจะส่งผลดีต่อ AOT ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน AOT ทางด้านของกำไรจะเป็นขั้นบันได เติบโตต่อจากนี้ ก็คือช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา จะเป็นโลว์ซีซีน หลังจากนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็เลยเป็นกระแสทำให้ AOT มีความน่าสนใจ แต่หุ้นอาจจะไม่หวือหวา แต่ถ้าจังหวะย่อลงมาก็น่าจะเข้ารับได้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 85 บาท
ตัวที่สอง เราแนะนำเป็น CPAXT หรือแม็คโครนั่นเอง ผมว่าได้ประโยชน์ต่อเนื่องเลย หลาย ๆ นโยบายที่กล่าวมา อันแรกลดค่าไฟ ทำให้ CPAXT มีค่าใช้จ่ายลดลง เพราะว่าในห้างก็จะเปิดแอร์เยอะ เป็นต้น
ขณะที่ฝั่งของรายได้ก็จะดีขึ้น ถ้าเกิดมีการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ นักท่องเที่ยวเข้ามา คนก็ซื้อของ วัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำค้าขาย จะทำให้ CPAXT ได้รายได้ที่ดีขึ้น และก็เข้าสู่ไฮซีซั่นเหมือนกันในช่วงครึ่งหลังของปี และถ้าเกิดมีกระเป๋าตังค์ดิจิทัลมาอีก ซึ่งมีการโฆษณาว่า 10,000 บาท ของแต่ละคน สามารถมามัดรวมกันและไปซื้อของทำการลงทุนได้ ทางเลือกแรก ๆ ก็น่าจะเป็นแม็คโคร ประมาณการ fair value ให้ไว้ที่ 38.75 บาท
ตัวถัดมา TRUE ก็น่าจะได้ประโยชน์ทางอ้อมด้วย การที่ทุกคนเปลี่ยนมาใช้พวกดิจิทัลมากขึ้น คนอาจจะหามือถือมามากขึ้น ซึ่งเผอิญหน้ามือถือออกรุ่นใหม่ ๆ ก็ออกตอนไตรมาส 3-4 ดังนั้นน่าจะเห็นแนวโน้มของกำไรเพิ่มเติมมากขึ้น Fair Value ให้ไว้ที่ 8.5 บาท
ตัวสุดท้ายอิงเรื่องของอีโคซิสเต็มต่าง ๆ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วย ที่ไปใช้ร่วมกับคริปโตมากขึ้น ผมว่า ORI ก็จะได้ประโยชน์ด้วย ออริจิ้นได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอกก่อน ส่วนหนึ่งก็คือดอกเบี้ยเริ่มที่ตึง ๆ แล้ว หลาย ๆ ประเทศมีโอกาสที่จะทยอยลดดอกเบี้ยแล้ว
ดังนั้นแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยที่มีมานานน่าจะกดดันน้อยลง แนวโน้มกำไรต่าง ๆ มีโครงการจะเปิดใหม่ประมาณ 6 โครงการ ในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้กำไรน่าจะฟื้นได้ดี
และเขาเองมี RealX ลงทุนในโทเค็นต่าง ๆ เรื่องของธีมเซนติเมนต์อีโคซิสเต็มแบบนี้เข้ามาช่วยหนุนทำให้ ORI มีความน่าสนใจด้วยเช่นเดียวกัน ให้ Fair Value ไว้ที่ 13.5 บาท
“ก็พยายามหามาให้ 4 ตัวนี้ น่าจะได้เซนติเมนต์เรื่องของรัฐบาลด้วย และก็ราคาหุ้นลงมามากกว่า SET ในปีนี้ทั้งสิ้น และสตอรี่ของตัวเองก็ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตเด่นนะครับ”