จับตาแจกเงินหมื่นผ่าน “เป๋าตัง” หุ้น KTB รับอานิสงส์เชิงบวก
เป๋าตังค์
จากนโยบายรัฐบาลที่ระบุไว้ชัดเจนว่า จะ “เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน digital wallet” เพื่อกระตุกเศรษฐกิจไทยให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง โดยนโยบายดังกล่าว จะแจกเงินให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน ซึ่งต้องใช้วงเงินรวมประมาณ 5.6 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มได้ในไตรมาสแรกปีหน้า
ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยประเมินว่า จะทำให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 4 รอบ และทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 โตได้ถึง 4-5%
ทั้งนี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่าง ชี้ว่าหากจะแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่แล้ว ส่วนจะเชื่อมโยงหลังบ้านกับ “ระบบบล็อกเชน” ก็สามารถทำได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลเลือกใช้แอป เป๋าตังในการดำเนินโครงการดังกล่าว ก็น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกให้กับหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
โดย “ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าหากต้องการดำเนินการแจกเงินดิจิทัลวอลเลตให้ได้เร็วที่สุด เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ การดำเนินการผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังตามที่มีข่าว ก็ถือว่าเป็นโครงสร้างที่เหมาะสม
เนื่องจากปัจจุบันแอปเป๋าตัง มีผู้ใช้งานอยู่กว่า 40 ล้านคน แทบจะครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิในโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท เกือบทั้งหมดแล้ว และธนาคารกรุงไทย (KTB) ก็มีแผนรองรับให้เกิดการแอ็กทีฟในการใช้บริการผ่านเป๋าตังตลอดเวลา
ทั้งนี้ หากมองในมุมหุ้น KTB ที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าวนั้น จะเป็นในปี 2567 โดยหากพิจารณาจากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) รายได้จากแอปเป๋าตัง คิดเป็นสัดส่วน 1-3% หรือราว 100-300 ล้านบาท ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมดเกือบ 10,000 ล้านบาทของ KTB
ดังนั้น หากดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ผ่านแอปเป๋าตังจริง ๆ ก็คาดว่าจะเป็นการต่อยอดสร้างการเติบโตให้กับ KTB ได้ต่อไป ในเชิงที่ฐานลูกค้ายังคงเข้ามาหมุนเวียนหน้าแอป ซึ่งช่วยให้เกิดการแอ็กทีฟตลอดเวลา และยังเป็นโอกาสให้ KTB ได้เสนอผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เข้าไปผ่านช่องทางเป๋าตังมากขึ้น อาทิ สินเชื่อดิจิทัล ที่ทาง KTB ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ จะมียอดปล่อยกู้ประมาณ 10,000 ล้านบาท
“หน้าที่ของแอปเป๋าตัง จริง ๆ ไม่ได้สร้างตัวรายได้โดยตรง แต่ต่อยอดอย่างอื่นให้ KTB สามารถเสนอโปรดักต์และบริการอื่นได้อีกมาก เนื่องจากเป็นบริการภาครัฐ จะมีประชาชนหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการตลอดเวลา พร้อมกับสามารถเชื่อมต่อไปยังผู้ใช้บริการแอปพลิเคชั่น Krungthai NEXT ได้อีก ดังนั้น ต่อไปในอนาคตถือว่าจะช่วยสนับสนุนรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น”
นายภาสกรกล่าวอีกว่า โครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของ KTB ข้อมูลสิ้นสุดไตรมาส 2 ปีนี้ พบว่า มาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) และค่าธรรมเนียมขายประกัน (bancassurance) รวมกันประมาณ 30% และค่าธรรมเนียม ATM และ e-Banking รวมกันประมาณ 12% และค่าธรรมเนียมบริการค้ำประกันการจ่ายเงินที่กำหนดไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน (AVAL) สัดส่วน 7% และที่เหลือเป็นอื่น ๆ อีกกว่า 50% เช่น ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตของ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เป็นต้น
“ค่าธรรมเนียมผ่านแอปเป๋าตังค่อนข้างกระจายตัว ในโครงสร้างรายได้ อาทิ การขายสลากดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการขึ้นเงินสำหรับผู้ถูกรางวัลที่ 2 ลงมา โดยทาง KTB จะคิดค่าธรรมเนียม อยู่ที่ 1% ต่อรางวัล เมื่อโอนเงินผ่านธนาคารกรุงไทย” นายภาสกรกล่าว
เมื่อประมาณการรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1% ต่อประมาณการกำไรปี 2567 จะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่อัตรา 1% โดยปีนี้ประเมิน KTB จะมีกำไรสุทธิ 38,375 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และกำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 41,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%
โดยปีนี้ได้แรงหนุนจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับขึ้นตามมาตรการดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้นมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ส่วนปีหน้าจะได้แรงกระตุ้นจากภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว โดยคาดสิ้นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยประมาณ 25-28 ล้านคน และปีหน้าขยับเป็น 35 ล้านคน
“เราคาดการณ์ GDP ไทยปี 2567 จะเติบโตได้ประมาณ 3% เช่นเดียวกับการเติบโตของสินเชื่อที่ 3% ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมที่น่าจะฟื้นตัวได้จากปีนี้ฐานต่ำจากค่าธรรมเนียมตลาดทุน ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาดทุนซบเซา โดยประเมินราคาเป้าหมายหุ้น KTB ณ สิ้นปี 2567 ไว้ที่ 21.9 บาท หรือมีอัพไซด์ประมาณ 12% จากราคาปัจจุบัน” นายภาสกรกล่าว