Skip to content

แบงก์-น็อนแบงก์ ขานรับ ธปท. ทดสอบปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยตามเสี่ยง

19 ต.ค. 2566 | 11:56น.
แบงก์-น็อนแบงก์ ขานรับ ธปท. ทดสอบปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยตามเสี่ยง

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อรายย่อย (risk-based pricing) และการทดสอบใน sandbox โดยภายในไตรมาสที่ 1/2567 จะออกประกาศรองรับการเข้าร่วมทดสอบ จากนั้นในไตรมาสที่ 2/2567 จะเปิดรับสมัครให้เข้าร่วมทดสอบในโครงการ RBP

ซึ่งที่มาของการทดสอบ risk-based pricing หรือ RBP ในสินเชื่อรายย่อย โดยเริ่มใน 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (personal loan) และสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ภายใต้การกำกับ (นาโนไฟแนนซ์) เนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญในระบบ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจ จำนวนผู้ใช้บริการ และยอดสินเชื่อคงค้าง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังมีประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อระบบได้ เนื่องจากมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ข้อมูลประเมินความเสี่ยงจำกัด ส่งผลให้ต้องไปกู้ยืมนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงมากแทน หรือถ้ากู้ในระบบได้ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยจนติดเพดาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือน

ขณะที่ RBP จะให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อบนพื้นฐานข้อมูลที่สะท้อนความเสี่ยงของผู้กู้ภายใต้ระบบการประเมินความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ โดยเพดานอัตราดอกเบี้ยในการทดสอบจะแบ่งเป็น ทางเลือกที่ 1 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยตามผู้เข้าร่วมทดสอบแต่ละราย และ ธปท.ตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของแผนธุรกิจและความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

และทางเลือกที่ 2 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยตามประกาศกระทรวงการคลังปัจจุบัน ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 28% ต่อปี และนาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ 36% ต่อปี

“เงินเทอร์โบ-LINE BK” ทดสอบ

นายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจช่วยเหลือลูกค้าฐานรากและรายย่อยที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อนอกระบบ โดยบริษัทจะเข้าร่วมทดสอบใน sandbox ในโมเดลการเปิดเพดานดอกเบี้ย เนื่องจากมองว่าการขยับดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็น 36% ต่อปี เพิ่มขึ้นเพียง 2-3% ต่อปี อาจไม่เพียงพอกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ค่อนข้างสูง

“บริษัทจะกำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อ
นาโนไฟแนนซ์แบบลดต้นลดดอก (effective rate) อยู่ที่ประมาณ 30-40% ต่อปี หรือประมาณ 2-2.5% ต่อเดือน เมื่อเทียบกับหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงถึง 10-20% ต่อเดือน หรือราว 110-120% ต่อปี ถือว่ายังต่ำกว่ามาก

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มลูกหนี้นอกระบบเป็นหลัก เพราะบริษัทต้องการแข่งกับตลาดนี้ ดังนั้น จึงจะเน้นลูกค้าที่ไม่มีประวัติเครดิต ไม่มีหลักประกัน พ่อค้า และแม่ค้า ทั้้งนี้ คาดว่าช่วงแรกของการทดลอง การเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ควรเกิน 15-20%”

น็อนแบงก์ขอเปิดเพดานดอกเบี้ย

นายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด (LINE BK) กล่าวว่า บริษัทกำลังดูผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าร่วมทดสอบใน sandbox ของธปท. เบื้องต้นจะไปในแนวทางการเปิดช่องอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 28% ต่อปี โดยจะพิจารณาดอกเบี้ยในอัตราที่บริษัทรับความเสี่ยงไหว และลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงิน เนื่องจากหากคิดดอกเบี้ยสูงเกินไป อาจจะกระทบความสามารถการชำระหนี้ และกลายเป็นเอ็นพีแอลตามมา ทำให้การช่วยลดเรื่องหนี้ครัวเรือนอาจไม่ประสบความสำเร็จได้

“ธปท.กำหนดสินเชื่อส่วนบุคคล 28% และนาโนไฟแนนซ์ 36% เป็นดอกเบี้ยเดิมก่อนโควิด-19 ที่ ธปท.ปรับลดลงมา เข้าใจว่าหากกลับไปเท่าเดิมไม่ต้องแก้กฎหมาย อย่างไรก็ดี ธปท.ได้เปิดไว้ 2 option เพื่อดูผลจากทางเลือกที่ให้แบงก์และผู้ประกอบการทำ เพราะถ้าดอกเบี้ยไม่มากพอ ก็จะไม่ช่วยกลุ่มเสี่ยงที่อยู่นอกระบบเข้ามาในระบบได้ แต่ถ้าสูงไปก็ต้องดูเรื่องเสถียรภาพด้วย แต่ถ้าในส่วนของ LINE BK จะไปในทางเลือกที่ 1 คือ เปิดช่องดอกเบี้ย”

แบงก์ขยับดอกเบี้ยตามเกณฑ์ ธปท.

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมเข้าร่วมทดสอบใน sandbox ตามแนวทางที่ 2 เพราะมองว่าการคิดดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ 28% ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 24% ต่อปี และดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 36% ต่อปี จากปัจจุบัน 33% ต่อปี เป็นระดับที่สามารถทำธุรกิจได้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

“หากเปิดเพดานดอกเบี้ย อาจจะมีความเสี่ยงมากเกินไปในช่วงระยะทดลอง ทั้งนี้ ธนาคารจะเข้าร่วมทดสอบใน 2 ผลิตภัณฑ์ เบื้องต้นอยู่ระหว่างทำแผนธุรกิจ เนื่องจากตามแผน ธปท.จะต้องมีเพดานดอกเบี้ยขาลง หรือดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าผ่อนชำระประวัติดี และดอกเบี้ยขาขึ้นในส่วนของลูกค้ากลุ่มเสี่ยง ซึ่งดอกเบี้ยขาลงจะเฉลี่ยอยู่ที่ 13-24% ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นเพดานที่ระดับ 28% และ 36% ต่อปี ตามที่โมเดล ธปท.กำหนด”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายนั้น เบื้องต้นจะเน้นกลุ่มอาชีพอิสระ หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มที่ธนาคารปฏิเสธ (reject) เพราะไม่ผ่านเครดิตสกอริ่ง รวมถึงกลุ่มที่มีรายได้ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เป็นต้น

“ทุกวันนี้เราคิดดอกเบี้ยลูกค้า 24% ต่อปี ทำให้กลุ่มความเสี่ยงที่ต้องคิดดอกเบี้ย 25-26% เราอาจจะต้องตัดทิ้ง เพราะความเสี่ยงเกิน แต่พอ ธปท.เปิดให้คิดได้ 28% ถือว่ารับได้ มีรูมที่จะทำได้ และช่วยลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทำให้จากเดิมห้ามสะดุดล้ม 2 ครั้ง อันใหม่นี้ล้มได้ 3 ครั้ง แต่ถ้าจะไปเปิดเพดานเลยเกณฑ์อาจจะยากขึ้น และอาจเจ็บตัว ช่วงแรกเราจึงขอทดลองแบบแรกก่อน”

สุดท้ายแล้ว การคิดดอกเบี้ยตามเสี่ยงจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้หรือไม่ คงต้องติดตามผลการทดสอบกันต่อไป