เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แห่ซื้ออสังหาฯหรู ‘พัทยา-ภูเก็ต’ ’ลุมพินี’ ผุดแบรนเดดเรสซิเดนซ์คึก 
Real Estate แห่ซื้ออสังหาฯหรู ‘พัทยา-ภูเก็ต’ ’ลุมพินี’ ผุดแบรนเดดเรสซิเดนซ์คึก 
ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท ทองรูปพรรณ 66,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท ทองรูปพรรณ 66,300 บาท
มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 สำนักพิมพ์มติชน จัดเต็มหนังสือใหม่ กระชากใจ
Biz Movement มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 สำนักพิมพ์มติชน จัดเต็มหนังสือใหม่ กระชากใจ
โตโยต้า ใจถึงจ่ายเงินเยียวยา ‘น้ำท่วม’ ให้พนักงาน 10,000 บาท
Automotive โตโยต้า ใจถึงจ่ายเงินเยียวยา ‘น้ำท่วม’ ให้พนักงาน 10,000 บาท
ค่าเงินบาทวันนี้ (22 ต.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (22 ต.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
AI เขย่าโลก ยึดเวที ‘โอลิมปิกการเงิน’
Columns AI เขย่าโลก ยึดเวที ‘โอลิมปิกการเงิน’
เวทีโลกที่ ‘ไม่มีประชาชน’ ก็ไม่มีความหมาย
Finance เวทีโลกที่ ‘ไม่มีประชาชน’ ก็ไม่มีความหมาย
ONN ANU ปลุกชีพอนุสาวรีย์ชัย ย่านค้าขายสู่ฮับไลฟ์สไตล์เช้ายันดึก
Business ONN ANU ปลุกชีพอนุสาวรีย์ชัย ย่านค้าขายสู่ฮับไลฟ์สไตล์เช้ายันดึก
FTA ไทย-อียู สะดุด UPOV ห้ามเก็บพันธุ์ปลูกต่อ-ต้นทุนพุ่ง
Economic FTA ไทย-อียู สะดุด UPOV ห้ามเก็บพันธุ์ปลูกต่อ-ต้นทุนพุ่ง
พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ต.ค.) ‘ภาคตะวันออก-ใต้’ ฝนตก 60% พื้นที่อื่นฝนลดลง ‘กทม.’ ฝน 40% ของพื้นที่ 
Economic พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ต.ค.) ‘ภาคตะวันออก-ใต้’ ฝนตก 60% พื้นที่อื่นฝนลดลง ‘กทม.’ ฝน 40% ของพื้นที่ 
ดูทั้งหมด

สร้างวัฒนธรรม “อยากรู้ (อยากเห็น)” ในองค์กร

06 พ.ย. 2566 | 09:40น.
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : พิชญ์พจี สายเชื้อ

วันนี้อ่าน Harvard Business Review เรื่อง Curiosity Culture ว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การสร้าง innovation culture คิดว่าน่าสนใจน่าจะนำมาเล่าต่อ เริ่มจากภาษาอังกฤษว่า curiosity culture คือการสร้างวัฒนธรรม ที่มีแต่ความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นสิ่งดี ที่เป็นรากฐานในการเกิดการเปิดรับ หรือ open culture ในองค์กรจะเป็น ที่พนักงานจะสร้าง critical skills ต่าง ๆ ได้อย่างการตัดสินใจ การบริหารความขัดแย้ง การสร้างความผูกพันในองค์กร

ที่สำคัญสุดคือการสร้าง innovation culture ก่อนคุยเรื่อง เคล็ดลับในการสร้าง มาคุยถึงผลการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนิดนึงค่ะ 1) ผลการสำรวจโดย Harvard Business Review พบว่า พนักงานมากกว่า 70% จากพนักงาน 3,000 คน บอกว่าพวกเขามีอุปสรรคทุกครั้งที่ถามคำถาม (ด้วยความอยากรู้จริง ๆ)

ทั้ง ๆ ที่การถามคำถามเป็นการทำให้เราเกิดปัญญา แต่เพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจ และ (อาจจะ) ไม่พอใจ 2) นอกจากนั้นผลการศึกษาจากการทำการตลาดบอกว่า 759 บริษัท ทั่วโลกบอกว่า การสร้างนวัตกรรมมาจากวัฒนธรรม “การอยากรู้อยากเห็น” ในองค์กร

โดยในบทความให้คำแนะนำว่า มีประโยค 4 ประโยคที่เราควรใช้เป็นประจำในองค์กรเพื่อสร้างวัฒนธรรมดังกล่าว ได้แก่

1.“I don’t know” (ฉันไม่รู้) เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง บางทีผู้นำเข้าใจผิดว่าตอบว่าไม่รู้ไม่ได้ แต่ผลการวิจัยบอกว่าการที่เราพูดว่าเราไม่รู้ แสดงความจริงใจให้ทุกคนเห็นจะดีกว่ารู้ไปหมด และผู้นำแบบนี้ ลูกน้องอยากทำงานด้วยมากกว่า ผู้นำที่ไม่รู้ทุกเรื่อง ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าผู้นำมีความอ่อนน้อมถ่อมตัวน่าเข้าหา ไม่เกร็ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือหลังจากพูดว่าไม่รู้แล้ว ควรต้องมี action ตามมา เช่น เอ๊ เราจะไปหาข้อมูลจากไหนกันดี หรือใครมีความรู้เรื่องนี้มาแชร์กันบ้าง เป็นต้น เพื่อทำให้ทีมมีส่วนร่วม และช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกันได้อย่าพูดว่าไม่รู้ อย่างเดียวนะคะ เดียวลูกน้องงง เพราะ ไม่มี solution ให้พวกเขา

2.“Tell me more !” (บอกฉัน (อีก) หน่อยสิ) จริง ๆ หลักการนี้มาจากเรื่องความรัก (ฮา) นักจิตวิทยาชื่อ “John Gottman and Julie Schwartx” ทำการศึกษาว่า เราจะสร้างความรักให้เข้มแข็งได้อย่างไร ผลที่ได้รับคือการให้ความสนใจในสิ่งที่คู่รักอีกฝ่ายพูด

ซึ่งเรื่องนี้เรานำมาปรับใช้ในการทำงานได้ค่ะ ในการทำงานเมื่อทีมงานค้นพบ หรือทำอะไรสำเร็จ เราสามารถให้ความสนใจเพิ่ม ด้วยการพูดว่า “ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ” “ทำอะไรมาบ้าง” ซึ่งแน่นอนนอกจากเป็นการสร้างกำลังใจให้ทีมงานแล้ว ยังทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขามีคุณค่า (จน) ผู้นำใส่ใจ หรือแคร์ในผลงานของเขาอีกด้วย มีแต่ข้อดีค่ะ คำพูดสั้น ๆ ของเรา ??

3.“I understand that you are more than your job” (ฉันเข้าใจว่าคุณมีเรื่องอื่น (นอกจากเรื่องงาน) อีกในชีวิต) สิ่งสำคัญสำหรับประโยคนี้คือเราต้องให้ความสนใจในเรื่องอื่นในชีวิตของลูกน้องเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว งานอดิเรก สัตว์เลี้ยง เป็นต้น

การใช้คำพูดแบบนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าเราจะบริหารทีมงานอย่างไร จะมีอะไรมาเป็นอุปสรรคในการทำงานของเขาหรือไม่ เพราะบางทีชีวิตส่วนตัวของเขาอาจจะทำให้เขาทำงานได้ไม่ราบรื่นก็ได้ เช่น ตอนนี้เขาต้องเลี้ยงลูกที่กำลังโต ต้องให้เวลากับลูก งานก็ยุ่ง ลูกก็ต้องดู ทำไงดี มันกลายเป็น work conflict ไปได้ง่าย ๆ เลย

ผลการวิจัยบอกว่าการแก้ไขปัญหา work conflict ได้ จะช่วยให้เกิด productivity ในการทำงานที่เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

4.“Who Else” (มีใคร (มีความเห็น) อีกมั้ย) หมายถึงทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการแสดงความเห็นในองค์กร ไม่ว่าบริษัทจะเล็กใหญ่ ผู้นำสามารถ สร้างวัฒนธรรม อยากรู้อยากเห็นได้ ด้วยการถามคำถามง่าย ๆ ใครอื่นมีความเห็นอีกมั้ย ใครช่วยเราได้อีกมั้ย เราถามใครได้อีกมั้ย เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ได้รับความเห็นหลากหลายมุมมอง ซึ่งอาจนำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อีกด้วย ถ้าเราสามารถ สร้างวัฒนธรรมในประโยคทั้ง 4 ในองค์กรให้เป็นนิสัย หรือความเคยชินได้ จะช่วยให้ ตัวเรา ทีมเรา และองค์กรเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมแห่งการอยากรู้ (อยากเห็น) (ที่ไม่ใช่การเผือก) ที่ยั่งยืน

ซึ่งเป็นการแสดงออกให้ทุกคนเข้าใจว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งดี และเป็นพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมในองค์กรของเราด้วยค่ะ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัฒนธรรม องค์กร