ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดเตรียมหยุดเทศกาล Thanks Giving
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 35.22/24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (22/11)
โดยระหว่างวันค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าขึ้นเล็กน้อยจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังมีมุมมองเรื่องการฟื้นตัวที่้ช้าจากการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วงต้นสัปดาห์ ประกอบกับตลาดที่การซื้อขายที่เบาบางเนื่องจากเป็นวันหยุดของสหรัฐ ในเทศกาล Thanks Giving สำหรับตัวเลขที่มีการเปิดเผยออกมาในช่วงเมื่อคืนนั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกโดยปรับตัวลดลง 24,000 รายสู่ระดับ 209,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนปรับตัวลดลงสู่ระดับ 61.3 จุดในเดือนพฤศจิกายน ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 63.7 จุด และจากระดับ 63.8 จุดในเดือนตุลาคม โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากการพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่กดดันภาพรวมเศรษฐกิจ และสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับปัจจัยในประเทศ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สิ่งจำเป็นและสำคัญของประเทศไทย คือ resilience ที่เป็นเรื่องความทนทาน และความยืดหยุ่น ที่เศรษฐกิจไทยเมื่อล้มได้ แต่ต้องลุกเร็ว
ซึ่งคนหนีไม่พ้นเรื่องเสถียรภาพ การมีกันชนต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งฐานะการเงินเอกชน ครัวเรือนและภาครัฐ การมีพื้นที่ทำนโยบาย หรือ Policy space ทางด้านการเงินการคลัง การมีทางเลือกและต้องสร้างการเติบโตทางเทคโนโลยีแบบใหม่ ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลัง “ทีมไทยแลนด์” นำเสนอประเทศเป้าหมายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ว่า กระทรวงพาณิชย์มี 5 แนวทางสำคัญในการผลักดันคือ
1.ขยายโอกาสทางการค้า ทั้งกระจายตลาด หาหุ้นส่วนการค้าและวัตถุดิบ 2.การเจรจา FTA ใช้ของเดิมและเพิ่มการเจรจา FTA ใหม่ 3.ด้าน Solf Power และเพิ่มพาณิชย์ Influencer 4.เพิ่มประสิทธิภาพการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสู้กับความท้าทายและกติกาใหม่ของโลก และ 5.ใช้ช่องทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มและดิจิทัลช่วยผู้ประกอบการไทย ว่าการทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.15-35.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.27/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 1.0887 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (22/11) ในช่วงระหว่างวันค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยได้รับแรงหนุนหลังการเปิดเผยตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการประจำเดือนพฤศจิกายนออกมาสูงกว่าระดับคาดการณ์
โดยตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของเยอรมนีออกมาที่ระดับ 42.3 จุด สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 41.1 จุด ขณะที่ตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการภาคการผลิตของสหภาพยุโรปออกมาที่ระดับ 43.8 จุด สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ระดับ 43.3 จุด โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0882-1.0930 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0907/10 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/11) ที่ระดับ 149.52/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (22/11) โดยระหว่างวันค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นรัฐบาลญี่ปุ่นปรับลดมุมมองของเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ปรับลดมุมมองเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 โดยระบุว่า อัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การประเมินล่าสุดของสำนักงานคณะรัฐมนตรีมีขึ้นภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวในไตรมาส 3/2566 เป็นครั้งแรกในรอบสามไตรมาส เนื่องจากอุปสงค์ลดลงโดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.88-149.58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.27/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 3 ของเยอรมนี (24/11), ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจโดยสถาบัน ifo ประจำเดือนพฤศจิกายนของเยอรมนี (24/1), ตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตประจำเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐ (24/11), ตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริหารประจำเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐ (24/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.75/-8.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -.00/-6.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ