ดอลลาร์แข็งค่าช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนกลับมาอ่อนค่า หลัง GDP ไตรมาส 3 แย่กว่าคาด
US Dollars ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนกลับมาอ่อนค่า หลังจาก GDP ไตรมาส 3 แย่กว่าคาด โดยเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัว 4.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 5.1% และลดลงจากตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 2 ที่ 4.9% และ 5.2% ตามลำดับ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 18-22 ธันวาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (18/12) ที่ระดับ 34.92/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/12) ที่ระดับ 34.84/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ภายหลังวันศุกร์ที่ผ่านมา (15/12) นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก มีถ้อยแถลงว่าในขณะนี้เฟดยังไม่ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและยังคงให้ความสำคัญกับความเพียงพอของนโยบายการเงินในการควบคุมเงินเฟ้อกลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักลงทุนว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปี 2567 และเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค. 2567
นอกจากนี้เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.0 ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 50.7 ในเดือน พ.ย. และนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ส่งสัญญาณถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน รวมถึงภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
สำหรับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเบื้องต้นปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.3 จากระดับ 50.8 ในเดือน พ.ย. และนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนเช่นกัน ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้นปรับตัวลงสู่ระดับ 48.2 จากระดับ 49.4 ในเดือน พ.ย. และนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง
อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน พ.ย. ภายหลังการปรับตัวลง 0.9% ในเดือน ต.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากการผลิตของภาคโรงงานและภาคเหมืองแร่ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือ พ.ย.
ต่อมาในวันจันทร์ (19/12) สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้นปรับตัวขึ้น 3 จุด สู่ระดับ 37 ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง
อย่างไรก็ดีค่าเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าในวันพุธ (20/12) เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมปีหน้า ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2566 โดยระบุว่าเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัว 4.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 5.1% และลดลงจากตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 2 ที่ 4.9% และ 5.2% ตามลำดับ
ขณะที่ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 2,000 ราย สู่ระดับ 205,000 ราย แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 215,000 ราย โดยนักลงทุนยังรอการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐ ที่จะมีการเปิดเผยในคืนนี้ (22/12)
สำหรับปัจจัยในประเทศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยวาการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าโครงการดิจิทัลวอลเวต 1 หมื่นบาท ยังคงอยู่ในกรอบระยะเวลาเดิมที่วางไว้ คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2567 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งคำตอบกลับมาในช่วงต้นปี 2567 ว่าโครงการดิจิทัลวอลเว็ตจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่
ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้เร่งรัดกระบวนการ เนื่องจากต้องการให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยนายจุลพันธ์ มั่นใจว่า พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินฉบับนี้นั้น จะผ่านชั้นกฤษฎีกาไปได้ โดยปริมาณการซื้อขายเงินในตลาดค่อนข้างเบาบางเนื่องจากเข้าใกล้ช่วงวันหยุดยาวของต่างประเทศ
ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.55-35.03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/12) ที่ระดับ 34.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (18/12) ที่ระดับ 1.0899/1.0901 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/12) ที่ระดับ 1.0960/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ภายหลังเอสแอนด์พีโกลบอลเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของยูโรโนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.0 ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 47.6 ในเดือน พ.ย. และสวนทางกับการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 48.0 ซึ่งส่งสัญญาณว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7
สำหรับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซนในเดือน ธ.ค.ปรับตัวลงสู่ระดับ 48.1 จากระดับ 48.7 ในเดือน พ.ย. และสวนทางกับการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.0 ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตขั้นต้นของยูโรโซนในเดือน ธ.ค. ทรงตัวที่ระดับ 44.2 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 44.9 ส่งสัญญาญถึงการหดตัวของภาคการผลิตเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน
นอกจากนี้มีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นของเยอรมนีจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ปรับตัวลงสู่ระดับ 46.7 ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 47.8 ในเดือน พ.ย. ซึ่งนับเป็นการปรับตัวลงติดต่อกัน 6 เดือน และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ที่ระดับ 48.2 ส่งสัญญาณว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะหดตัว
ต่อมาในวันจันทร์ (18/12) สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน ซึ่งเป็นมาตรการวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ ดัชนี CPI ทั่วไป (Headllne CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.4% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และลดลงจากระดับ 2.9% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวลง 0.8% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าปรับตัวลงที่ระดับ 0.5% หลังจากปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 0.1% ในเดือนตุลาคม
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.6% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0890-1.1013 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/12) ที่ระดับ 1.1007/10 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (18/12) ที่ระดับ 142.33/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/12) ที่ 141.77/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในการประชุมวันอังคาร (19/12) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินและการตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษไว้ที่ -0.1%
นอกจากนี้ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) จากการประชุมเมื่อวันที่ 31 ต.ค. โดยกำหนดเพดานกรอบบนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ระดับ 1.0% และให้ระดับดังกล่าวเป็นระดับอ้างอิงเพื่อให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสามารถปรับตัวขึ้นได้อีกและเพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.06-144.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/12) ที่ระดับ 142.09/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ