ส่องอุตสาหกรรมดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี 2567
อุตสาหกรรม
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเผย “อุตสาหกรรมยานยนต์” ดาวรุ่งที่สุดของปี 2567 อานิสงส์รถ EV ด้าน “อุตสาหกรรมเหล็ก” เป็นไปตามคาดดาวรุ่งอีกปี หลังโดนทุ่มตลาดจากเหล็กนำเข้าไม่มีแผ่ว ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. 2566 หดตัว 4.71% ชี้เศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนฉุดกำลังซื้อ
วันที่ 28 ธันวาคม 2566 นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 2567 แน่นอนว่าคืออุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากจะเริ่มมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ (BEV) ตั้งแต่ไตรมาส 1/2567 เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารเฉพาะกลุ่มเพื่อสุขภาพจะเป็นดาวรุ่งอีกตัว
สำหรับอุตสาหกรรมดาวร่วงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมเหล็ก ผลจากการแข่งขันที่รุนแรงจากการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาและยังเป็นอุตสาหกรรมดาวร่วงมาตั้งแต่ปี 2566

เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น HDD ซึ่งพบว่ามีการเติบโตที่ลดลงมาโดยตลอด และน่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ตลาดโลกต้องการน้อยลง มีแนวโน้มหดตัวมาตั้งแต่กลางปี 2566
“ส่วนที่เป็นดาวรุ่งปีนี้ 2566 คือรถจักรยานยนต์ยอดขายดีมาก เพราะตลาดดีลิเวอรี่โต ตามมาด้วยเครื่องปรับอากาศ เราส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก กลุ่มอาหารโตจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ Functional Foods ส่วนดาวร่วงคือ HDD สิ่งทอหดตัวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และเหล็กที่ร่วงมาตลอดปี”
สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 อยู่ที่ระดับ 90.83 หดตัว 4.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ 11 เดือนแรกของปี 2566 หดตัว 5.01% ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 57.87% และ 11 เดือนแรกอยู่ที่เฉลี่ย 59.38%
เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า จากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังคงชะลอตัว เนื่องจากนโยบายการเงินของต่างประเทศยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัว ทำให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์การกลั่นปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหาร สะท้อนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายนมีมูลค่าการส่งออกรวมขยายตัว 3.37% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมฟักทองขยายตัว 2.94% โดยคาดว่าจะส่งผลทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมดีขึ้นในช่วงเวลาหลังจากนี้
นอกจากนี้ ระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือนธันวาคม 2566 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” จากปัจจัยภายในประเทศที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังในทุกองค์ประกอบ โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลดลง จากความเชื่อมั่นที่ไม่ใช่ภาคการผลิตลดลง กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคการก่อสร้างที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า
ส่งผลต่อการประมูลโครงการก่อสร้างของภาครัฐ และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมยังกังวลต่อการขึ้นค่าแรง ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยภาคการผลิตของญี่ปุ่นยังคงหดตัว ส่วนสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกายังกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤศจิกายน 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เครื่องประดับเพชรพลอยแท้ สายไฟและเคเบิล เยื่อกระดาษ กระดาษ และกระดาษแข็ง เส้นใยประดิษฐ์
