Skip to content

เปิด 6 รายชื่อบริษัทต่างด้าวบุกไทยลุยธุรกิจเกี่ยวกับ ‘อีวี’ ปี 2566

16 ม.ค. 2567 | 17:33น.
เปิด 6 รายชื่อบริษัทต่างด้าวบุกไทยลุยธุรกิจเกี่ยวกับ ‘อีวี’ ปี 2566

เปิด 6 รายชื่อบริษัทต่างด้าวบุกไทยลุยธุรกิจเกี่ยวกับ ‘อีวี’ ปี 2566 หลังบอร์ดอีวีไฟเขียวมาตรการ EV ผลักดันไทยฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

วันที่ 16 มกราคม 2567 นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) ต่อเนื่องจากมาตรการอีวี 3.0 ที่สิ้นสุดลงในปี 2566 เพื่อเป็นการรักษาโมเมนตั้ม ในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย

มาตรการอีวี 3.0

สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3.0 ในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนแล้ว รวมทั้งสิ้น 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งสร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า และนับตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2560 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า

ต่างด้าว 6 ราย ปี 2566

ขณะที่ฟากฝั่งของกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในปี 2566 มีบริษัทต่างด้าวที่ยื่นขออนุญาตคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีวี รวม 6 ราย ได้แก่

    1. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการลงทุนเกี่ยวกับสถานีชาร์จ
    2. บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด จากเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนด้านการผลิตรถอีวี
    3. บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด จากสหรัฐ เป็นการลงทุนด้านการผลิตรถอีวี
    4. บริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศจีน
    5. เอ็มเอ็มไอ แพลนนิ่ง แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง อินสทิทิวท์ ไนน์ คัมปะนี ลิมิเต็ด จากประเทศจีน
    6. บริษัท สมาร์ทเทค มอเตอร์ จำกัด จากประเทศจีน

ขณะที่ย้อนไป ปี 2565 มี จำนวน 5 ราย ได้แก่

    1. บริษัท โนะฮาราเด็นเคน (ประเทศไทย) จำกัด จากญี่ปุ่น
    2. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จากสหราชอาณาจักร
    3. บริษัท โตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) จำกัด จากญี่ปุ่น
    4. บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด จากสหรัฐ
    5. บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จากสิงคโปร์

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ต้องรอลุ้นว่า เมื่อมาตรการ EV 3.5 ผ่านแล้ว รัฐให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ จะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของบริษัทต่างด้าวได้มากน้อยเพียงใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EV ต่างชาติ ผลิตรถยนต์