เปิด 6 รายชื่อบริษัทต่างด้าวบุกไทยลุยธุรกิจเกี่ยวกับ ‘อีวี’ ปี 2566 หลังบอร์ดอีวีไฟเขียวมาตรการ EV ผลักดันไทยฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
วันที่ 16 มกราคม 2567 นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน
คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) ต่อเนื่องจากมาตรการอีวี 3.0 ที่สิ้นสุดลงในปี 2566 เพื่อเป็นการรักษาโมเมนตั้ม ในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย
มาตรการอีวี 3.0
สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3.0 ในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนแล้ว รวมทั้งสิ้น 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
ซึ่งสร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า และนับตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2560 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า
ต่างด้าว 6 ราย ปี 2566
ขณะที่ฟากฝั่งของกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในปี 2566 มีบริษัทต่างด้าวที่ยื่นขออนุญาตคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีวี รวม 6 ราย ได้แก่
-
- บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการลงทุนเกี่ยวกับสถานีชาร์จ
- บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด จากเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนด้านการผลิตรถอีวี
- บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด จากสหรัฐ เป็นการลงทุนด้านการผลิตรถอีวี
- บริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศจีน
- เอ็มเอ็มไอ แพลนนิ่ง แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง อินสทิทิวท์ ไนน์ คัมปะนี ลิมิเต็ด จากประเทศจีน
- บริษัท สมาร์ทเทค มอเตอร์ จำกัด จากประเทศจีน
ขณะที่ย้อนไป ปี 2565 มี จำนวน 5 ราย ได้แก่
-
- บริษัท โนะฮาราเด็นเคน (ประเทศไทย) จำกัด จากญี่ปุ่น
- บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จากสหราชอาณาจักร
- บริษัท โตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) จำกัด จากญี่ปุ่น
- บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด จากสหรัฐ
- บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จากสิงคโปร์
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ต้องรอลุ้นว่า เมื่อมาตรการ EV 3.5 ผ่านแล้ว รัฐให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ จะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของบริษัทต่างด้าวได้มากน้อยเพียงใด
