บาทอ่อนค่า หลังมีคณะกรรมการ กนง. 2 ท่าน เสนอให้ปรับลดดอกเบี้ย
เงินบาทอ่อนค่า หลังมีคณะกรรมการ กนง. 2 ท่านเสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/2) ที่ระดับ 35.60/61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (7/2) ที่ระดับ 35.58/60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง แม้ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าเทียบสกุลเงิหลัก เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา หลังดัชนีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ที่ระดับ 104.55 จากการขานรับถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์ ซึ่งระบุว่าเฟดจะดำเนินการอย่างระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ โดยล่าสุด นางเอเดรียนา คุกเลอร์ กล่าวในการประชุมสมาคมเศรษฐกิจแห่งเมืองบอสตัน เมื่อวานนี้ (7/2) ว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่เฟดจำเป็นต้องมีข้อมูลยืนยันเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย”
ขณะที่นางซูซาน คอลลินส์ กล่าวว่า “ขณะนี้เงินเฟ้อสหรัฐกำลังอยู่ในทิศทางที่มีเสถียรภาพและมีแนวโน้มที่จะลดลงสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% โดยหากสถานการณ์เงินเฟ้อยังคงมีความคืบหน้าเช่นนี้ เฟดก็อาจจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี เฟดจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับ 6.22 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 6.19 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน พ.ย. อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาทั้งปี 2566 ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 18.7% สู่ระดับ 7.734 แสนล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วน 2.8% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยลดลงจากระดับ 3.7% ของปี 2565
สำหรับปัจจัยภายในประเทศเมื่อวานนี้ (8/2) กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ที่ระดับ 2.50% ต่อปี ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จากผลมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กนง.ได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงเหลือ 2.5-3.0% จากเดิมที่ 3.2-3.8% ทำให้ตลาดมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทยังจำกัดอยู่ในกรอบ ประกอบกับตลาดยังจับตาปัจจัยทางเศรษฐกิจและถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด
ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.59-35.86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/2) ที่ระดับ 1.0771/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 1.0767 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 19.9 มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 17.4 และนับเป็นการเพิ่มขึ้นจากระดับ 15.2 ในเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0759-1.0777 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0766/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/2) ที่ระดับ 149.40/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 149.11/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เบื้องต้นของญี่ปุ่นประจำเดือนเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี มากกว่าการคาดการณ์ว่านักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.1% แต่เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ดัชนีราคาผู้ผลิตของญี่ปุ่นในเดือน ม.ค.ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.26-149.69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.62/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค.ของสหรัฐ (13/2), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค. ของอังกฤษ (14/2), ตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ม.ค.ของสหรัฐ (15/2), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ม.ค.สหรัฐ (16/2) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (16/2)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.00/-7.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.9/-1.95 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ