ก.ล.ต.เอาจริงคุม “ชอร์ตเซล” SET เพิ่มดีกรีจัดการหุ้นร้อน
Pornanong-KLT
การเพิ่มดีกรีกำกับดูแลการขายชอร์ต (Short Selling : SS) และการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading : PT) มีความคืบหน้าไปได้ค่อนข้างมากแล้ว
บอร์ด ก.ล.ต.ไฟเขียวเกณฑ์ใหม่
ล่าสุด “พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้เห็นชอบในหลักการของเกณฑ์ใหม่ทั้งหมดตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เสนอแล้ว จากนี้ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภาคธุรกิจในช่วงไตรมาส 2/2567
รวมทั้งให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมเรื่องระบบ ซึ่งหากไม่มีความเห็นเป็นอื่น คาดว่าหลาย ๆ มาตรการจะบังคับใช้ได้ ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2567 เป็นต้นไป
“หลังจากนั้น สำนักงาน ก.ล.ต.จะติดตามผลของมาตรการไปเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน ซึ่งหากยังควบคุมไม่ได้ ก็จะทบทวนมาตรการเพิ่มเติม”
สำหรับมาตรการควบคุม Short Selling เป้าหมายแรก คือ 1.เพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย โดยเพิ่มคุณภาพหุ้นที่ Short Selling ได้ จากมาร์เก็ตแคป 5,000 ล้านบาท เป็น 7,500 ล้านบาท เพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะนำมา Short Selling เป็นหุ้นขนาดใหญ่จริง ๆ นอกจากนี้ จะเพิ่มเกณฑ์สภาพคล่อง โดยกำหนดว่าต้องเป็นหุ้นที่มี Turnover เฉลี่ยมากกว่า 2% ต่อเดือน เพราะหุ้น SS ขายไปแล้วจะต้องซื้อคืน เพื่อไม่ให้เป็นกลไกเอาไปสร้างความไม่ปกติในตลาด
“จากมาตรการนี้ หุ้นที่จะ Short Selling ได้ จะลดจาก 36% ของทั้งตลาด เหลือประมาณ 28% ซึ่งใกล้เคียงกับภูมิภาค โดยจะหายไป 61 หลักทรัพย์ จาก 292 หลักทรัพย์ เหลือเพียง 231 หลักทรัพย์ แต่หากยังเอาไม่อยู่ สามารถทบทวนเกณฑ์เพิ่มมาร์เก็ตแคปเป็น 10,000 ล้านบาทได้”
ขณะที่การปรับปรุงการส่งคำสั่งซื้อขาย (Trading Rules) จากปัจจุบันใช้ Zero-plus Tick หรือเวลาใครจะขายชอร์ต จะต้องส่งคำสั่งที่ไม่ต่ำไปกว่าการซื้อขายครั้งหลังสุด ก็จะเพิ่มการใช้ Uptick Rule เมื่อราคาหุ้นลดลงมากกว่า 10% ของราคาปิดของวันก่อนหน้า ซึ่งจากการติดตามข้อมูลในช่วงเดือน ก.พ. 2567 มีประมาณ 71 หลักทรัพย์ที่ราคาลดลงมากกว่า 10% ถือว่าไม่น้อย รวมถึงการกำหนดเพดาน Short Selling รายหลักทรัพย์รายวัน และเปิดยอด Short Selling คงค้างรายวันด้วย
ต่อมาเป้าหมายที่ 2 คือ 1.ป้องปรามการไม่ SS ตามเกณฑ์ ด้วยการเพิ่มคุณภาพการทำหน้าที่ตรวจสอบของตัวกลาง โดยกรณีให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) รับลูกค้าที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์อีกทอดนึง เช่น โบรกเกอร์ในต่างประเทศ จะต้องทำ Know Your Process (KYP) เพื่อกลั่นกรองการส่งคำสั่ง สุ่มตรวจ และมีข้อตกลงกับลูกค้าให้ทำตามเกณฑ์ ยินยอมให้ไล่เบี้ยค่าปรับ
เพิ่มโทษ-คุมเข้มบริษัทหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯยังอยู่ระหว่างพิจารณาพัฒนาระบบกลางให้ บล.ตรวจสอบหลักทรัพย์ได้ ว่าใครมีหุ้น หรือไม่มีหุ้นก่อนจะส่งคำสั่งซื้อขาย และจะเพิ่มอัตราโทษ บล.ที่ไม่ทำตามเกณฑ์ Short Selling ให้เทียบเท่าต่างประเทศ กรณีพบ Naked Short Sell จะปรับ 3 เท่าของกำไร แต่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และกรณี Short Selling ไม่ตามเกณฑ์ ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท/ครั้ง
ทั้งนี้ จะมีการแก้กฎหมายเพิ่มความรับผิดตลอดสาย โดยสำนักงาน ก.ล.ต.จะลงโทษผู้ลงทุนที่ไม่ทำตามเกณฑ์ รวมถึงเพิ่มกลไกให้รู้ได้ว่าใครคือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (End Beneficiary) ซึ่งปัจจุบันพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะกำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของ บล. ยังไปไม่ถึงผู้ลงทุนตัวจริง

ส่วนการเพิ่มการทำหน้าที่ Gatekeeper ของ Custodian โดยให้แจ้งวัตถุประสงค์การโอนหุ้นเพื่อการสอบยันการทำรายการยืมหุ้น ซึ่งจะเป็นอีกกลไกที่จะทำให้โบรกเกอร์สามารถจะเช็กได้ว่า ลูกค้าต่างประเทศมีการยืมหุ้นมาชอร์ตจริงหรือไม่ และถ้ามีได้ทำตามเกณฑ์หรือเปล่า
“สิ่งที่เราทบทวนรอบนี้ไม่ได้มาจากการที่มีข่าวการทำ Naked Short Sell แล้ว เราเอาผิดไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นมันเป็นประเด็นมากกว่านั้นคือการมี SS แล้วกระทบกับคุณภาพของตลาด ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่ายาเม็ดเดียวมันแก้ไม่ได้ทุกโรค แต่ถ้าใช้ยาหลายเม็ดมันก็ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้”
ยกระดับคุมโปรแกรมเทรด
ขณะที่ “วรัชญา ศรีมาจันทร์” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในส่วนมาตรการควบคุม Program Trading จะมีแนวทางปรับปรุง 4 เรื่อง คือ 1.รู้ตัวตน ตรวจสอบได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะขึ้นทะเบียน High Frequency Trading (HFT) หรือการซื้อขาย ด้วยความถี่สูงด้วยอัลกอริทึม เพื่อให้สามารถติดตามการซื้อขายได้สะดวกขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2564 ข้อมูล HFT เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติสัดส่วน 98% และจากรอบระยะเวลานี้พบข้อมูลการซื้อขายจะเป็นการส่งคำสั่งปกติ 67% เป็น Program Trading ที่ไม่ใช่ HFT ประมาณ 18% และที่เป็น HFT อีกประมาณ 15%
“ตอนนี้ HFT ที่เป็นห่วงกันคือพวกการติดตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเชื่อมต่อส่งคำสั่งซื้อขาย รับบริการข้อมูลราคา หรือที่เรียกว่า Colocation ซึ่งกังวลกันว่าจะมีปริมาณเยอะขึ้น และพวกนี้เนื่องจากอยู่ใกล้ สมองก็เร็ว พาวเวอร์ก็สูง จะมีความได้เปรียบเรื่องความเร็วหรือเปล่า”
2.ทบทวนพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสม จัดทำระบบกลางคัดกรองคำสั่งที่ไม่เหมาะสม (Central Order Screening) และใช้ Order Resting Time ป้องกันคำสั่งไถ่ถอนถี่เกินไป (Spoofing)
3.ควบคุมความผันผวน โดยตลาดหลักทรัพยฯจะใช้ Dynamic Price Band พักการซื้อขายชั่วคราว ถ้าราคาหุ้นบวกลบ 10% จากราคาล่าสุด และใช้ Auction กรณีหุ้นอยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย และ 4.ป้องปรามผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ทบทวนเกณฑ์การ Sanction ลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และตลาดหลักทรัพย์จะเปิดเผยรายชื่อผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้ทุก บล.ทราบเพื่อให้ดำเนินการตามที่กำหนด
ตลท.เร่งเพิ่มดีกรีคุมหุ้นร้อน
ขณะที่ “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. (SET) กล่าวว่า ความคืบหน้าในการหารือกับ สำนักงาน ก.ล.ต. เกี่ยวกับมาตรการห้ามเทรดหุ้นร้อนโดยใช้การประมูลแทนนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังเร่งเปิดรับฟังความ คิดเห็น (เฮียริ่ง) และขออนุมัติบอร์ดให้เร็วที่สุด โดยมาตรการต่าง ๆ จะทยอยออกมาในช่วงไตรมาส 1-3 อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สำหรับหุ้นที่มีความร้อนแรงและราคาพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน จะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นที่มีความกังวลเริ่มมีการปรับตัวลดลง แต่ปัญหาต่าง ๆ คงยังต้องใช้เวลา และใช้มาตรการที่หลากหลาย ตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการที่เด็ดขาดมากกว่านี้
“ปัจจุบัน ตลท.มีการใช้มาตรการระดับ 1-3 ออกมาเตือนหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ และมีการให้ข้อมูลมากขึ้น ซึ่งในอนาคตหากสิ่งที่ ตลท.กำลังนำเสนอได้นำมาใช้ ก็เชื่อว่ามาตรการที่มีการควบคุมจะสามารถทำได้เร็วขึ้น แต่ตอนนี้ด้วยสิ่งที่มีอยู่ เราสามารถควบคุมราคาที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ได้ดีขึ้น”
โรดโชว์ต่างประเทศดึงฟันด์โฟลว์
กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวด้วยว่า ประเมินว่า ทิศทางเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับเข้ามาประเทศภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น จากการคาดการณ์ปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งหากเศรษฐกิจในประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็ว ก็จะทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลกลับมาเร็วขึ้น
โดย ตลท.มีแผนที่จะออกไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศ (Roadshow) เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในปีนี้ หลังจากไป Roadshow ที่ออสเตรเลียมาแล้ว ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี โดยกลุ่มกองทุนขนาดใหญ่กว่า 17 หลักทรัพย์เข้ามาร่วมรับฟังข้อมูล ส่วนใหญ่มีความสนใจในเรื่องของพลังงานสะอาด ESG และ Healthcare
“กำลังจะมีการทำ Roadshow ต่อที่ตะวันออกกลาง ที่เป็น 2 ตลาดใหม่ และมีความตั้งใจจะขยายฐานนักลงทุนให้หลากหลายขึ้น โดยคาดว่าจะไป Roadshow อีกที่สิงคโปร์ อังกฤษ ฮ่องกง และสหรัฐ” กรรมการและตลท.กล่าว