เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“เศรษฐา” เคลื่อน “เสริมกล้า” ผนึกเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดช่วยเกษตรกร
Biz Movement “เศรษฐา” เคลื่อน “เสริมกล้า” ผนึกเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดช่วยเกษตรกร
มินิ เอซแมน คอลเล็กชั่นพิเศษ 
Automotive มินิ เอซแมน คอลเล็กชั่นพิเศษ 
“นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต” จัดแคมเปญฉลองคริสตมาส-ปีใหม่ พร้อมกาลาดินเนอร์
Biz Movement “นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต” จัดแคมเปญฉลองคริสตมาส-ปีใหม่ พร้อมกาลาดินเนอร์
ECOVACS ลุยงาน IFA Berlin 2026 โชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูแลบ้านอันดับ 1 ของโลก
Tech ECOVACS ลุยงาน IFA Berlin 2026 โชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูแลบ้านอันดับ 1 ของโลก
“This is SQUID Brand” เบื้องหลังน้ำปลา กับเรื่องราวที่ ‘ตราปลาหมึก’ ไม่อยากให้หายไป
Business “This is SQUID Brand” เบื้องหลังน้ำปลา กับเรื่องราวที่ ‘ตราปลาหมึก’ ไม่อยากให้หายไป
สารหล่อเย็น Data Center หมดสภาพแล้วไปไหน
Tech สารหล่อเย็น Data Center หมดสภาพแล้วไปไหน
‘โจ้-ธนา’ เปิดคอร์ส HRM² รุ่น 2 ให้เด็กสอนผู้ใหญ่ แก้โจทย์ Gen Z ลาออกไว
HR ‘โจ้-ธนา’ เปิดคอร์ส HRM² รุ่น 2 ให้เด็กสอนผู้ใหญ่ แก้โจทย์ Gen Z ลาออกไว
“น้ำมันพืชกุ๊ก” สร้างโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ให้โรงเรียน
SD “น้ำมันพืชกุ๊ก” สร้างโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ให้โรงเรียน
สัมผัสประสบการณ์ “Flower & Friend”นิทรรศการศิลปะดอกไม้ ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก
Biz Movement สัมผัสประสบการณ์ “Flower & Friend”นิทรรศการศิลปะดอกไม้ ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก
CKP ลุยโรงไฟฟ้าโซลาร์ครึ่งปีหลัง เกาะติดน้ำหลากเอื้อผลิตไฟ ‘ไซยะบุรี’
Economic CKP ลุยโรงไฟฟ้าโซลาร์ครึ่งปีหลัง เกาะติดน้ำหลากเอื้อผลิตไฟ ‘ไซยะบุรี’
ดูทั้งหมด

ม.หอการค้าไทย หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 2567 เหลือ 2.6% 

19 มี.ค. 2567 | 16:52น.

ม.หอการค้าไทย ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2567 เหลือ 2.6% จากเดิมขยายตัว 3.2% เหตุเบิกจ่ายงบฯช้า ลงทุนเอกชนชะลอตัว ชี้รัฐต้องเร่งหลังงบประมาณอนุมัติผ่าน

วันที่ 19 มีนาคม 2567 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ม.หอการค้าไทย ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 ลงเหลือ 2.6% จากเดิมขยายตัว 3.2% สาเหตุจากปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาด การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการมีแนวโน้มชะลอตัว การเบิกจ่ายงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ต่ำกว่าที่คาดไว้

สำหรับการคาดการณ์ส่งออกปี 2567 จะขยายตัว 2.8% จากเดิมที่คาด 3.0% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1% จากเดิมที่คาด 2.0% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยทั้งปีคาดอยู่ที่ 35 ล้านคน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.61 ล้านล้านบาท จากเดิมที่คาด 1.48 ล้านล้านบาท

4 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ได้แก่

  1. ภาคการผลิต ที่มีแนวโน้มจะสะสมสินค้าคงคลังเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
  2. นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
  3. การบริโภคภาคเอกชน ยังเป็น Key Driver ที่ช่วยประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
  4. การส่งออกสินค้า สามารถพลิกกลับมาเป็น Key Driver ของเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโต 3.1% ได้หากรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และสามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนได้มากขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ใกล้เคียง 3% มากขึ้น แต่ที่สำคัญคือ โครงการดิจิทัลวอลเลต ถ้ากู้เงินไม่ได้ และใช้งบฯกลางเข้ามาในปลายไตรมาส 3 ส่วนหนึ่ง ก็อาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และถ้าใช้เงินงบประมาณตามกรอบในไตรมาส 3 และ 4 ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยโต 3.1-3.5%

ม.หอการค้าไทยประเมินเศรษฐกิจรายไตรมาส

เศรษฐกิจไตรมาส 1/2567 ยังอยู่ในภาวะซบเซา คาดว่าจะขยายตัว 2% มีเพียงภาคการผลิต การส่งออก และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง 

เศรษฐกิจไตรมาส 2/2567 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อยู่ที่ 2.5% จากผลของการเริ่มต้นเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 รวมทั้งยังมีแรงส่งจากภาคการผลิต/การส่งออก และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เศรษฐกิจไตรมาส 3/2567 เศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวได้ชัดเจนขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ซึ่งเป็นผลจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี’67 และการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการผลิต/การส่งออก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนไตรมาส 4/67 เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ 2.8%

Advertisement
ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

อย่างไรก็ดี ปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ได้กดดันให้ยอดหนี้เสียมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อ

“คาดว่าครึ่งปีแรก GDP จะขยายตัวได้ 2.3% ส่วนครึ่งปีหลัง ขยายตัวได้ 2.9% เมื่อเฉลี่ยทั้งปีแล้ว จะขยายตัวได้ 2.6%” 

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงกลางปี 2567 นี้ และขยายตัวกว่าที่คาด หลังจากเริ่มมีการใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2567 ที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีเม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดงบฯรายจ่ายลงทุน ประกอบกับการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น ก็จะทำให้การบริโภคภาคเอกชนค่อยปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งเม็ดเงินจากโครงการดิจิทัลวอลเลตที่หากเกิดขึ้นได้ ก็จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น และน่าจะได้เห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

6 โอกาสพาเศรษฐกิจไทยฟื้น

ม.หอการค้าไทยคาดการณ์ว่า โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่า 3% รัฐบาลสามารถใช้เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโตได้เกิน 3% มีดังนี้

  1. การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯรายจ่ายประจำ (ทุก 1 แสนล้านบาท ของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของรัฐบาล จะช่วยหนุน GDP จะมีผลให้ 0.52%) ซึ่งรัฐบาลสามารถตัดสินใจดำเนินการได้ทันที หาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี’67 มีผลบังคับใช้ แต่มี Gap ให้ทำได้อีกไม่มากนัก
  2. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯรายจ่ายลงทุน (ทุก 1 แสนล้านบาท ของการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐ จะช่วยหนุน GDP จะมีผลให้ 0.68%) ซึ่งรัฐบาลสามารถตัดสินใจดำเนินการได้ทันที หาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี’67 มีผลบังคับใช้ แต่อาจจะเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เร็วขึ้นได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
  3. มาตรการการคลังผ่านการโอนเงิน เช่น ดิจิทัลวอลเลต (ทุก 1 แสนล้านบาท ของเงินที่โอนให้กลุ่มเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการบริโภค จะช่วยหนุน GDP จะมีผลให้ 0.26%) ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่หากต้องการให้เกิดผลในวงกว้าง จำเป็นต้องใช้วงเงินสูง และยังมีกระบวนการทางกฎหมายหลายขั้นตอน ทำให้ต้องใช้เวลาอนุมัตินาน
  4. การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น วีซ่าฟรี (จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ล้านคน จะมีผลให้ GDP โตเพิ่ม 0.26%) ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน และเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ในระยะเวลาสั้น ๆ อาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  5. การเพิ่มรายได้จากการส่งออก (ทุก 1 แสนล้านบาท ของรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น จะมีผลให้ GDP โตเพิ่ม 0.60%) ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน และเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ แต่อาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นกัน
  6. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ทุก 0.25% ของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จะมีผลให้ GDP โตเพิ่ม 0.12%) ก่อให้เกิดผลในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่ยั่งยืน ซึ่งมี Policy Space ให้ทำได้อีกไม่มากนัก และการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล