คอลัมน์ : สัมภาษณ์
การขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการเดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5,000 เมกะวัตต์ เฟสแรก ก่อนหน้านี้ และกำลังจะเดินหน้าต่อในเฟส 2 นั้นปรากฏชื่อ “บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน)” หรือ ACE เป็นหนึ่งในผู้ชนะการคัดเลือกในโครงการนี้ ไปได้มากถึง 18 โครงการ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ACE ถึงภาพรวมการดำเนินงานหลังจากนี้
เซ็นแล้ว 15 โครงการ
นายธนะชัยฉายภาพว่า ขณะนี้ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปแล้ว 15 โครงการ จากทั้งหมด 18 โครงการ กำลังการผลิตรวม 112 เมกะวัตต์
แต่ด้วยพลังงานโซลาร์อยู่ที่ความเข้มของแสงแดดซึ่งจะไม่เท่ากันตลอดทั้งวัน ดังนั้น ต้องมีการติดตั้งเผื่อสำหรับช่วงที่ความเข้มของแสงแดดที่ลดลงในระหว่างวัน ประมาณ 1 เท่าตัว หรือ 224 เมกะวัตต์ โดยโครงการที่ลงนามแล้วจะทยอยก่อสร้างและผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (COD) ในไตรมาส 4 ปี 2567 ขนาดรวม 70 เมกะวัตต์
“เฉลี่ยภาพรวมการลงทุนโดยเฉลี่ยสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในปัจจุบัน รวมทั้งค่าแผง ที่ดิน ค่าดำเนินการจะอยู่ที่ 30 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ โดยจะทยอยลงทุนตามแผนไปตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป”
เตรียมงบฯลงทุน 2 หมื่นล้าน
แผนการลงทุนในโครงการรีนิวดังกล่าว นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุน 4 ปีที่บริษัทวางไว้นับตั้งแต่ปี 2567-2570 วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยที่จะแบ่งจัดสรรลงทุนมาก ๆ ในช่วง 2 ปีแรก คือ ปี 2567-2568 ปีละ 7,000 ล้านบาท รวม 14,000 ล้านบาท จากนั้นปี 2569-2570 จะลงทุนส่วนที่เหลือปีละ 3,000 ล้านบาท
สำหรับแหล่งเงินที่จะใช้ในการลงทุนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กู้ 70% ของ 20,000 ล้านบาท คิดเป็น 14,000 ล้านบาท เพราะสัดส่วนหนี้ต่อทุนตอนนี้อยู่ที่ 0.3 ไม่ถึง 1 เท่า จึงมีช่องว่างในการกู้ได้อีกมาก โดยการกู้จะเน้นไปที่การออก “โปรเจ็กต์โลน” ส่วนที่เหลือ 30% จะมาจากการใช้กระแสเงินสดของบริษัทรวม 6,000 ล้านบาท

ซึ่งในแต่ละปีบริษัทมีกระแสเงินสดที่จะหมุนเวียนเข้ามาปีละ 2,000 ล้านบาท จะแบ่งเป็นการจ่ายหนี้เงินกู้และดอกเบี้ย 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000 ล้านบาท จะต้องมาแบ่งสรรการใช้จ่าย ดังนั้นในมุมมองส่วนตัวจึงมองว่าโอกาสจะจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นน่าจะเริ่มได้ในปี 2569 เป็นต้นไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามติเสียงที่ประชุมผู้ถือหุ้นเห็นว่าอย่างไร
เดินเครื่องโรงไฟฟ้าปี 2567
ส่วนในปีนี้ โครงการที่เตรียมเพิ่งจะเปิดซีโอดีเมื่อต้นเดือนเมษายน คือ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดคลองขลุง (SPP Hybrid คลองขลุง) จ.กำแพงเพชร ซึ่งใช้พลังงานชีวมวลร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดำเนินการโดยบริษัท ไบโอ เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด หรือ BPP บริษัทย่อยที่ ACE มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แบบ Feed-in Tariff (FiT) 13.31 เมกะวัตต์ กับ กฟผ. อายุสัญญา 20 ปี

เมื่อนับรวมโรงไฟฟ้า SPP คลองขลุง แล้ว ทาง ACE จะมีโครงการโรงไฟฟ้ารวม 88 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 602.29 เมกะวัตต์ เป็น โครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 23 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 277.57 เมกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 65 โครงการ กำลังการผลิต 324.72 เมกะวัตต์
ส่วนโรงไฟฟ้าที่คาดจะทยอยเปิด COD เพิ่มเติมในปี 2567 ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) 5 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญา PPA 35 เมกะวัตต์ แต่บริษัทสามารถติดตั้งได้ 70 เมกะวัตต์ ส่วนปี 2568 มีโครงการที่จะ COD อีก 10 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญา PPA 57.33 เมกะวัตต์
“ภาพรวมรายได้ปีนี้อาจจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่มั่นใจว่าหลังจากที่โรงไฟฟ้าทยอยเข้าสู่ระบบจะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตเพิ่มเท่าตัวจากปัจจุบันได้ในปี 2570”
แตกไลน์ธุรกิจรักษ์โลก
แม้ว่าพอร์ตในธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นรายได้หลักของบริษัท แต่บริษัทยังมีแผนจะดำเนินธุรกิจที่ตอบรับกับเทรนด์โลก และเป้าหมายของ ACE ที่จะมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ให้ได้ภายในปี 2593 ทางบริษัทมองว่าแนวทางการทำงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอน การเข้าสู่ระบบเครคิด และการขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) รวมถึง Net Zero Solution ซึ่งจะเป็นธุรกิจใหม่

“ธุรกิจ REC แม้ว่าในการผลิตไฟฟ้าโครงการรีนิว 18 โครงการใหม่ ทางภาครัฐจะยึด REC บริษัทไปขายเอง แต่เรายังมีโครงการเดิมที่สามารถให้การรับรอง REC กับลูกค้าได้ คาดว่าจะมีปริมาณ REC ทำได้ประมาณปีละ 2 ล้านหน่วยเป็นรอง ๆ กฟผ.เลยทีเดียว โดยเราจะเจรจาออก REC ให้กับลูกค้าที่ประสงค์จะใช้ REC ไปรับรองการผลิตสินค้าว่าใช้พลังงานหมุนเวียนได้”
ปลูกป่า “ขายคาร์บอนเครดิต”
อีกด้านหนึ่งบริษัทเรายังมีที่ดินเปล่าใน จ.พะเยา ที่จะพัฒนาเป็นป่าปลูก เพื่อนำมาขายคาร์บอนได้อีก ประมาณ 200 ไร่ โดยสัดส่วนหลักจะเน้นที่ไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชที่สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้ ที่เหลือจะเป็นไม้โตเร็วต่าง ๆ
ซึ่งการทดลองปลูกจะดำเนินการไปก่อน เพื่อจะดูว่าผลของการปลูกไม้แต่ละชนิดจะให้ปริมาณการดูดซับคาร์บอนเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการเตรียมการเพราะหากวันหนึ่งรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายสำหรับขายคาร์บอน หรือ Carbon TAX แล้ว มีหลักเกณฑ์ออกมาชัดเจน ก็จะนำไปสู่แผนการทำธุรกิจในลำดับต่อไป