เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
เศรษฐกิจภูมิภาค ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
Real Estate ‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
SD ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
ดูทั้งหมด

ปีสุดท้ายของดอกเบี้ยถูก วัดปรอทเศรษฐกิจรอเลือกตั้ง

05 พ.ค. 2561 | 21:20น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย วิไล อักขระสมชีพ

เข้าสู่กลางปี 2561 อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหลายสถาบันการเงิน ต่างก็บอกในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่ดอกเบี้ยจะถูกแล้ว เพราะปลายปีนี้เป็นต้นไป มีโอกาสที่ดอกเบี้ยในตลาดจะเริ่มขยับปรับ “ขึ้น” ตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็จะเริ่มขยับเช่นกัน

ดังนั้น หากใครมีแผนจะกู้เงิน ก็วางแผนกันเลย เพราะหากไปกู้ปีหน้า จะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นได้

ส่วนใครที่ยังมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ก็รีบแก้ไขกันด่วน ๆ ซึ่งล่าสุด คลินิกแก้หนี้ ได้ปรับเกณฑ์ผ่อนคลายลงเป็น “เวอร์ชั่น 2” แล้ว เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 นี้เป็นต้นไป ซึ่งลูกหนี้สามารถติดต่อ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. จะเป็นตัวกลางในการดูแลลูกหนี้ที่เข้ามาใช้บริการ

สำหรับคลินิกแก้หนี้เวอร์ชั่น 2 ได้ผ่อนเกณฑ์ใหม่ โดยคุณสมบัติที่จะเข้าโครงการแก้หนี้ในรอบนี้ คือ เป็นลูกหนี้รายย่อย หรือบุคคลธรรมดาที่มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมีปัญหาค้างชำระ (หนี้เสีย) นานกว่า 3 เดือน กับธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป โดยเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีแล้วแต่ยังไม่มีคำพิพากษา

นาทีนี้ หากมีช่องทางไหนที่จะช่วยลดภาระหนี้สินให้ได้ ก็รีบจัดก่อนที่จะต้องเจอภาระที่หนักขึ้นจากดอกเบี้ยแพงที่อาจจะปรับขึ้นในปีหน้า

แต่พูดจริงๆ เลยนะคะ จะผ่อนเกณฑ์กี่เวอร์ชั่น ก็แก้หนี้คนจนไม่ได้

เพราะเรื่องหนี้สินในภาคครัวเรือน ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเศรษฐกิจไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยโครงสร้างสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำของคนจนและคนรวยที่ถ่วงกว้างขึ้น แม้ว่ารัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร “ลุงตู่” ที่โดดเข้ามาบริหารประเทศไทย ที่เน้นปฏิรูปประเทศไทยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ผลทางปฏิบัติ

ก็ยังพบความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนสูงขึ้นทุกที ขณะที่หนี้ครัวเรือนของคนไทยก็ยังมีสัดส่วนสูง 77.5% ของจีดีพี ซึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเลขจีดีพี (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ก็ขยายตัวดีด้วย แต่คนไทยก็ยังมีหนี้เพิ่มขึ้น

และล่าสุด แบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2561 นี้ ขยายตัวได้ราว 4% ต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ขยายตัวในระดับเดียวกัน ทว่าไส้ในที่เศรษฐกิจขยายตัวดีในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา ก็มาจากภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง

แต่ถ้าดูการบริโภคภาคเอกชน ธปท. ก็ยอมรับว่า กำลังซื้อ โดยรวมยังไม่เข้มแข็งโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะที่คนที่มีกำลังซื้อ จะกระจุกตัวดีในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางจนถึงคนรวยเหมือนเดิม

เป็นภาพที่ยังตอกย้ำหัวอกคนจนในประเทศไทย เพราะขนาดรัฐบาลส่ง “บัตรสวัสดิการคนจน” มาช่วยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็แค่ “กระพี้” เพราะกำลังซื้อของกลุ่มรายได้น้อยก็ไม่ได้พีกขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น หลังจากที่ถูกรัฐบาลทหาร “ลุงตู่” มานาน 4-5 ปีนับจากปี 2557 แล้ว ซึ่งเกมเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ถูกกำหนดโดยรัฐบาล “ลุงตู่” ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับจ้องในเกมนี้ คือ จุดยืนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี และกำหนดเวลาเลือกตั้งที่ชัดเจน

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

วันนี้ ปัจจัยการเลือกตั้งถูกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ในประเทศ ที่นักวิเคราะห์นักเศรษฐศาสตร์ มองในทางเดียวกันว่ามีความไม่แน่นอนสูง ย่อมกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ความเสี่ยงที่พรรคการเมืองใหญ่ (ของอดีตนายกฯที่เป็นแค่กระพี้ของลุงตู่) อาจกลับเข้าวิน ซึ่งก็น่าจะเปลี่ยนทิศนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างรัฐบาล “ลุงตู่” แน่นอน

ผลกระทบวงกว้างก็จะตามมาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือประชาชนไทย แต่อาจจะดีบ้าง เมื่อการเลือกตั้งจะทำให้เงินสะพัดจากการหาเสียง แต่หลังจากนั้นก็ดูกันต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ภาคเอกชนก็คงต้องมานั่งปรับทิศปรับแผนเชิงธุรกิจกันแน่นอน นอกเหนือจากเจอปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าปัจจัยต่างประเทศที่มีทั้งเรื่องกีดกันการค้า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การขยายตัวของเศรษฐกิจมหาอำนาจ จีน-สหรัฐ เป็นต้น แม้วันข้างหน้าจากนี้จะไปทิศทางไหนยากจะคาดเดาได้

แต่ขณะนี้ ก็ยังใจชื้นที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งดี กลไกหลัก “การส่งออก-ท่องเที่ยว” จากเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัว แต่เศรษฐกิจในประเทศยังหนืดอยู่ เพราะแค่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลก็ลงทุนน้อย ภาคเอกชนก็ชะลอลงทุน ภาครัฐประกาศมีโครงการลงทุนต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ได้มีการก่อสร้างปักลงดินในโครงการต่าง ๆ ให้เห็นชัดเจน

ก็ได้แต่หวังแค่สั้น ๆ ว่า กลางปีนี้จะเห็นรัฐบาลลงทุนโครงการให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ลมหายใจเศรษฐกิจในประเทศจะได้สดชื่นบ้าง