Skip to content

ศธ.ประกาศชัด นโยบายรับเปิดเทอม พ.ค. โรงเรียนต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ?

26 เม.ย. 2567 | 15:17น.
ศธ.ประกาศชัด นโยบายรับเปิดเทอม พ.ค. โรงเรียนต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ?

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบนโยบายผู้บริหารเขต และสถานศึกษา รองรับเปิดภาคเรียนพฤษภาคม 2567 เน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เรื่องคุณภาพการศึกษา สภาพแวดล้อม

วันที่ 26 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบนโยบายแก่ผู้บริหารเขตพื้นที่และสถานศึกษา รองรับการเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่กำลังมาถึง โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “เรียนดี มีความสุข” และนับเป็นปีการศึกษาแรกที่จะดำเนินการตามแนวทางนี้ โดยเน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในเรื่องคุณภาพการศึกษา สภาพแวดล้อม สถานที่การจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,000 โรงเรียน

นโยบาย ศธ. กำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการ

  • ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ให้คำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียน ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเข้าสู่ประตูรั้วโรงเรียนจนออกจากโรงเรียน และเดินทางถึงบ้านพักนักเรียน
  • ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้าน กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม เป็นต้น
  • ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ สถานศึกษาประสานเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต บูรณาการความร่วมมือการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียน เป็นต้น

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา กล่าวว่า ห้วงเวลาก่อนการเปิดภาคเรียนใหม่นี้ ขอความร่วมมือจากทุกท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่กำกับดูแลสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ดูแลนักเรียนเป็นจำนวนมาก ได้ร่วมกันในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2567

ทั้งด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงด้านความปลอดภัย อาคารสถานที่ อุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้การปฏิบัติงานต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จ นำไปสู่การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมทุกด้าน เป็นประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป

งบ 600 ล้าน จ้างนักการภารโรงทั่วประเทศ

จากปัญหาหลายโรงเรียนไม่มีนักการภารโรง และให้ครูรับภาระทำหน้าที่ซ่อมบำรุง ทำความสะอาดอาคารสถานที่ ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน นอกจากทำหน้าที่ในการสอนนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการจึงเสนอของบประมาณ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 618,795,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาบริการนักการภารโรง จำนวน 13,751 อัตรา อัตราละ 9,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยปฏิบัติงานในเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2567

ส่วนในปี 2568 ครม.ได้อนุมัติงบประมาณปี 2568 จำนวน 25,370 อัตรา รวมเป็นเงินกว่า 2,739,960,000 บาท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

พล.ต.อ.เพิ่มพูน รมว.ศธ. กล่าวไว้ว่า การเปิดภาคเรียนปีนี้จะมีความแปลกใหม่เล็กน้อย ซึ่งทุกท่านคงทราบอยู่แล้ว เรื่องของการจ้างนักการภารโรง ขณะนี้อยู่ในกระบวนการสรรหาบุคคล ซึ่งตามแผนแล้วจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 เมษายน 2567 และจะเริ่มจ้างในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567

ความเท่าเทียมในการใช้ห้องน้ำ

การสร้างความเท่าเทียมในการใช้ห้องน้ำ โดยให้ครูกับนักเรียนเข้าห้องน้ำร่วมกันได้โดยไม่แบ่งแยกนั้นเป็นข้อแนะนำของรัฐมนตรี โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียนจะดำเนินการ ไม่ได้เป็นข้อสั่งการ หรือข้อบังคับให้ปฏิบัติทุกโรงเรียน

“จากประสบการณ์ของรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ประชาชน นักเรียน ข้าราชการ พ่อค้า หรือใครก็ตาม สามารถใช้ห้องน้ำร่วมกันได้ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกกัน การที่เน้นย้ำเรื่องห้องน้ำเพราะห่วงใยเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย”

หากสามารถมาใช้ห้องน้ำร่วมกันได้ ก็เป็นมิติหนึ่งที่ครูจะได้เห็นมุมมองเดียวกับเด็ก ๆ ซึ่งบางทีครูเข้าไปในห้องน้ำนักเรียนจะได้เห็นว่ามีอุปกรณ์ชำรุด ก็จะได้เร่งซ่อมแซม หรือแม้แต่หากเกิดมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เช่น การกลั่นแกล้งบูลลี่กัน การแอบสูบบุหรี่หรือสารเสพติด ครูจะรับรู้และช่วยแก้ไขได้

ทั้งนี้ก็เป็นดุลพินิจของโรงเรียนว่าจะแยกห้องน้ำหรือไม่แยกก็ได้ แต่กำชับว่าห้องน้ำครูและห้องน้ำนักเรียนต้องมีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ อุปกรณ์ที่ใช้ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน”

งบ 100 ล้านบาท สุขาดี มีความสุข

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสรรงบประมาณปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียนกว่า 100 ล้านบาท ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 9,700 แห่ง ที่มีนักเรียน 80 คนลงมา โดยงบที่จัดสรรให้จะให้โรงเรียนทาสีห้องน้ำเปลี่ยนสุขภัณฑ์หรือระบบประปาใหม่ ภายใต้ชื่อโครงการ “สุขาดี มีความสุข” เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ผู้บริหารดำเนินการกำกับ ติดตาม และเร่งรัดให้ทุกโรงเรียนดำเนินการสำรวจข้อมูลสภาพห้องน้ำทุกโรงเรียน และวางแผนดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมห้องน้ำโรงเรียน โดยต้องมีความ สะอาด สะดวก สบาย สุขลักษณะ สวยงาม และดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียน

เพื่อไม่ให้กระทบต่อกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน โดยปรับปรุงทาสี จัดหาอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ สวยงาม เหมาะสม พร้อมทั้งบันทึกภาพทั้งก่อนและหลังการดำเนินการแล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินงานก่อนเปิดภาคเรียน

นโยบายลดภาระครู-ภาระนักเรียน

จากข้อมูล สพม.สุรินทร์ ระบุว่า ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวย้ำถึงการทำความเข้าใจกับทุกโรงเรียนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจและหน้าที่ที่จะเชื่อมโยงถึงพันธกิจของกระทรวงศึกษาธิการ

“สพฐ. กำลังพิจารณาการมอบอำนาจให้ ผอ.เขต และ ผอ.โรงเรียน พิจารณาได้ทันทีและทุกกรณีในเรื่องนโยบายลดภาระครู ซึ่งในส่วนที่ทาง สพฐ. ดำเนินการและทำไปแล้ว คือ การยกเลิกครูอยู่เวร การเพิ่มอัตรากำลังนักการภารโรง

ส่วนนโยบายลดภาระนักเรียน เช่น การจัดการระบบแนะแนวเพื่อให้นักเรียนรู้จักตัวตนและรู้จักอาชีพ การเพิ่มรายได้ระหว่างเรียน โครงการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนขยายโอกาส จะดำเนินต่อเนื่องและยกระดับให้มากขึ้นต่อไป”

เพิ่มมื้อเช้าให้นักเรียน

สพฐ. เล็งขยายโรงเรียนคุณภาพระดับตำบล และเพิ่มมื้อเช้าอาหารสมอง ต่อยอดจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

ส่วนโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียน ที่สามารถช่วยลดภาระนักเรียนที่ต้องเดินทางไกลไปโรงเรียน นับจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเตรียมขยายโรงเรียนไปสู่ตำบลด้วย เพื่อจะกระจายโอกาสและคุณภาพสู่ประชาชนให้มากที่สุด

รวมถึงในอนาคตจะมีการดำเนินการเพิ่มมื้ออาหารมื้อเช้าให้กับนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ สพฐ. กำลังดำเนินการสำรวจข้อมูลจำนวนนักเรียน จำนวนโรงเรียนเพื่อหารูปแบบดำเนินการต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงศึกษาธิการ สพฐ.