เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์

19 พ.ค. 2567 | 09:01น.
help

help

คอลัมน์​ : สามัญสำนึก 
ผู้เขียน : สมถวิล ลีลาสุวัฒน์

วันก่อนในโลกโซเชียล มีคำคมที่โดนใจสุด ๆ โผล่มาแว่บ ๆ ให้เห็น

“Is everything expensive or am I just poor ?” ทุกสิ่งมีราคาแพง หรือฉันแค่จน ?

เป็นคำถามที่ตั้งขึ้นแบบมี 2 คำตอบในตัว

ด้านหนึ่งเหมือนสะท้อนเศรษฐกิจสังคมว่าข้าวของแพง แต่เราพอมีรายได้จับจ่ายซื้อหามาได้

แต่อีกด้านเหมือนจะบอกว่า ฐานะรายได้ของเราเริ่มสั่นคลอน คือไม่มีเงินพอที่จะซื้อของแพงได้ นอกจากของถูก ๆ ที่พอเหมาะกับเงินในกระเป๋า เป็นการแบ่งเกรดเซ็กเมนต์ที่เห็นภาพชัดเจน

เมื่อถามคนหาเช้ากินค่ำ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวว่า “แม้จะเกลียดจะกลัวความจน แต่เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้” เพราะชีวิตต้องรอด ต้องไปต่อ

ดังนั้น ความยากลำบากที่สุดของคนไม่มีเงิน คือบทเรียนที่ดีที่สุดในชีวิตที่พวกเขาจะขวนขวาย เรียนรู้ และพยายาม

แม้จะท้อก็ท้อได้ แต่ห้ามหยุด ห้ามขี้เกียจ ห้ามสุรุ่ยสุร่าย ชีวิตต้องขยัน อดทน และอดออมเท่านั้น ผลลัพธ์จะดี

จะว่าไป ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยดำรงอยู่มานานมาก จนเป็นเรื่องธรรมดา ทั้ง ๆ ที่ความจนเป็นอุปสรรคใหญ่ เป็นกำแพงหนาที่ดึงคุณภาพชีวิตของคนให้ด้อยลง รวมทั้งประเทศชาติด้วย

ล่าสุด มีงานหนึ่งชื่อว่า “เทคโนโลยีพร้อมใช้ เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน 2567” อ่านหัวข้อแล้ว เราอาจมองผ่านเหมือนหัวข้อทั่วไป แต่เนื้อในชวนให้คิด เพราะเป้าหมายงานนี้ระดมความคิดเพื่อแก้จน

อว. หรือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นองค์กรรัฐที่สนับสนุนเรื่องนี้ ผ่านกลไกหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “บพท.”

โดยรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากเครือข่ายสถาบันการเรียนทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ช่วยชุมชนแบบทำได้จริง ไม่ใช่ให้วิธีแก้จนดองอยู่ในไฟล์หน้าจอคอมฯ

ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงเป็นแหล่งที่รวมงานวิจัยที่น่าสนใจ อยู่ที่ผู้ใหญ่ ข้าราชการประจำ และรัฐบาลต้องนำมากะเทาะให้เป็นเงิน เป็นรายได้จริง

ซึ่งมีผลวิจัยที่ดูเข้าท่ามีอยู่หลายชิ้นจาก 2,289 ผลงาน เป็นภูมิปัญญาของนักวิจัยไทย ที่ใช้เวลาศึกษาพฤติกรรมและความสามารถของแต่ละชุมชนมานานพอสมควร จนพบ “ของดี”

ดังนั้น การเดินสายแก้ปัญหาความจนทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ได้เริ่มต้นที่โซนภาคใต้เป็นพื้นที่แรก จัดขึ้นที่ ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช

ด้วยการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึงมาแมตช์กับทีมวิจัย กับมืออาชีพที่เป็นกลุ่มเกษตรกร หรือชาวบ้าน แล้วร่วมกันทำงาน ทำชิ้นงานให้ “จับต้องได้” ให้เป็นของดี หรือ OTOP นั่นเอง

การควานหาช้างเผือกในป่า พรานที่เก่งกาจและมีใจเมตตาเท่านั้นที่จะค้นพบกับสิ่งดี ๆ

ของดีที่ว่าและน่าสนับสนุนคือ “ปลาใส่อวน หรือปลาหมักข้าวคั่ว อาหารท้องถิ่นรสชาติดี คำว่า “อวน” ภาษาใต้คือ “การคั่ว” เมื่อชาวบ้านทำนาข้าวก็จะไม่ทิ้งข้าวที่ปลูกมากับมือ แต่จะนำข้าวทุกเมล็ดมาตากแห้ง มาคั่วแล้วบดให้ละเอียด เพื่อเอามาทำขนม หรือแปรรูปร่วมกับเนื้อสัตว์ เช่น ปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง

เมนูเด็ดนี้คล้ายกับ “ปลาส้ม” ของชาวบ้านภาคอีสาน ที่ให้รสเปรี้ยว มัน เค็ม (จากเกลือหมัก) พูดแล้วก็อยากกิน

ปลาใส่อวนแบบไร้ก้าง ตอนนี้กลายเป็นสินค้าเกรดเอ ระดับพรีเมี่ยม ที่เป็นสูตรลับ เป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว “สพัชนันท์ จันทรัตน์” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลาใส่อวนสูตรโบราณดูจะมีความสุขที่ทำให้ของดีของหมู่บ้านในตำบลดอนตะโกขายดี

ยิ่งถ้าให้รัฐและข้าราชการผลักดันอย่างจริงจังเชื่อว่าความจนของคนไทยต้องลดลงไม่จนกระจายรวยกระจุกแบบทุกวันนี้

ขณะที่คนไทยเอง ทั้งชาวบ้านและชาวเมืองที่รู้สึกว่าตัวเองรายได้ไม่มีหรือไม่ดี ก็ต้องฮึดสู้ หมั่นเรียนรู้

สุดท้ายแล้ว ชีวิตต้องดิ้นรนเพราะความจนมันน่ากลัว

และสำคัญที่สุด “ความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์”