Skip to content

พิชัย เล็งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ดันจีดีพีโตเกิน 2.5%

22 พ.ค. 2567 | 14:02น.
พิชัย เล็งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ดันจีดีพีโตเกิน 2.5%

พิชัยประกาศเล็งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หลังสภาพัฒน์แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวแค่ 2.5% ชี้ไม่ควรจะพึงพอใจ เชื่อศักยภาพประเทศไทยเติบโตได้มากกว่านี้ หวังจีดีพีขยายตัวพอ ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หลังจากได้รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2567 ซึ่งขยายตัวอยู่ที่ 1.5% จาก 1.7% ในไตรมาส 4 ปี 2566 ซึ่งโตต่ำกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ตัวเลข GDP ไม่ได้ติดลบ และไม่ได้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ถือว่าเติบโตต่ำกว่าที่คาดไว้

เพราะศักยภาพของไทยน่าจะเติบโตได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แม้ว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยมาจากโครงสร้างซึ่งต้องใช้เวลา แต่บางอย่างสามารถทำได้เลย แต่วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะเป็นอย่างไรขอไปพิจารณาก่อนและจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

ด้านนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิชัยได้ให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.5% เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้านแล้วเติบโตมากกว่าไทย โดยหลายประเทศเติบโตมากกว่า 5% ดังนั้น ถ้าเราเติบโตแค่ 2.5% แม้จะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าปีที่แล้ว แต่เราไม่ควรจะพึงพอใจแค่นี้ โดยควรหามาตรการกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยโตได้ตามศักยภาพ หรือโตให้มากกว่า 2.5%

สำหรับการแสดงความเห็นดังกล่าวมาจากการรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2567 และแนวโน้มปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งได้มีการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของไทยไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.5% ส่วนแนวโน้มทั้งปี 2567 เดิมคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 2-3% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 2.5%

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับรายงานการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ระดับ 1.5% มองว่าเป็นการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นถึงปัญหานี้

จึงมีความเห็นว่าต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการชะลอตัวในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม และมองว่าจำเป็นจะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจขึ้นนัดแรก เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 27 พ.ค. 2567