จากการประชุมหารือร่วมของสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ชุดที่ 20 จัดโดยคณะกรรมการแรงงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อไม่นานที่ผ่านมา ซึ่งมีกระทรวงแรงงาน, หอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้บริหารจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ทุกคนต่างมีความเป็นห่วงสถานการณ์แรงงานปัจจุบันเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย และการส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุเพื่อทดแทน ทั้งนั้น เพราะอัตราการเกิดของประชากรต่ำ และบุคลากรที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ ผลเช่นนี้จึงทำให้สถานะโครงสร้างกำลังแรงงานของประเทศไทยเกิดความสั่นคลอน
ทั้งนั้น เพราะประเทศไทยมีประชากรผู้มีงานทำประมาณ 39.79 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำภาคเกษตรกรรม 11.53 ล้านคน, ผู้มีงานทำภาคการผลิต 6.44 ล้านคน และผู้มีงานทำภาคบริการ และการค้า 21.82 ล้านคน
ขณะที่อัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทยเมื่อปี 2565 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 5.02 แสนคน ถือเป็นอัตราการเกิดต่ำที่สุดในรอบ 71 ปี แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตปี 2565 ถึง 5.95 แสนคน ซึ่งอัตราการเกิดที่ลดลงเช่นนี้ ส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
โดยคาดการณ์กันว่าในปี 2583 หากอัตราการเกิดยังคงลดต่ำลง สัดส่วนประชากรวัยเด็กจะมีเพียงร้อยละ 13.3 ขณะที่วัยแรงงานจะลดลงเหลือร้อยละ 55.5 และสัดส่วนวัยสูงอายุสูงถึงร้อยละ 31.1
ดังนั้น ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2034 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดก่อนหลายประเทศในเอเชีย ประกอบด้วย จีน, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และอินเดีย ทั้งนั้น เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสูง (Super Aged Society)
“ดร.บวรนันท์ ทองกัลยา” รองประธานคณะกรรมการแรงงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาหอการค้าไทย อธิบายความจากรายงานการประชุมดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ผลกระทบของการเข้าสู่สังคมสูงวัย” สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ ผลกระทบด้านสังคมและผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
สำหรับด้านสังคม จะทำให้เกิดภาระแก่วัยทำงานที่จะต้องทำงานมากขึ้น เพื่อมารับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุ และอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาด้านสภาพจิตใจและร่างกายได้ หากไม่มีการวางแผน หรือลูกหลานคอยดูแลในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ส่วนด้านเศรษฐกิจ เมื่อวัยทำงานลดลง อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน จนนำไปสู่การทดแทนด้วยเครื่องมือเครื่องจักรต่าง ๆ หรือแรงงานต่างด้าวที่มากขึ้น นอกจากนั้น เมื่อผู้สูงอายุขาดรายได้จะทำให้วัยทำงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้มีเงินออมและเงินลงทุนที่น้อยลง
“ดังนั้นผลผลิต หรือรายได้ประชาชาติย่อมน้อยลงตามไปด้วย แถมรัฐยังจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการมากขึ้น ขณะที่การเก็บภาษีลดน้อยลงตามสัดส่วนคนสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย”
ดังนั้น ข้อเสนอแนะ หรือทางออกสำหรับเรื่องนี้ จึงต้องวางกรอบและนโยบายเพื่อบริหารจัดการแรงงานสูงอายุ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจ และสังคมสูงวัยทั้งหมด 5 เรื่องด้วยกันคือ
หนึ่ง นโยบายและมาตรฐาน ควรกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ, ควรกำหนดแผนกำลังคนของประเทศ หรือพิมพ์เขียวการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงาน และการส่งเสริมประชากรของประเทศ, ควรกำหนดนิยามแรงงานผู้สูงอายุอยู่ในกฎหมาย และกำหนดกฎหมายให้ครอบคลุมสิทธิ สวัสดิการ และหลักประกันทางสังคมที่เหมาะสม
สอง การบริหารจัดการฐานข้อมูล ควรมีการพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศผู้สูงอายุในทุกระดับ ทั้งในระดับพื้นที่และจังหวัด
สาม สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มมาตรการจูงใจ นอกเหนือจากมาตรการทางภาษี, ใช้กลไกโรงเรียนผู้สูงอายุในแต่ละท้องถิ่นจัดกิจกรรมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ
สี่ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ด้วยรูปแบบและวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ห้า ส่งเสริมให้หน่วยราชการดำเนินโครงการหนึ่งองค์กรหนึ่งผู้สูงอายุ ควรขยายโอกาสการประกอบอาชีพ ขยายการเกษียณอายุ ส่งเสริมการสร้างโอกาสการประกอบอาชีพ สร้างแรงจูงใจในการจ้างงานผู้สูงอายุ, ปรับรูปแบบการจ้างงาน และการทำงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ, สร้างหลักประกันทางสังคม ด้วยการกำหนดลักษณะงานที่เหมาะสมกับแรงงานผู้สูงอายุ, กำหนดสิทธิ สวัสดิการ ค่าจ้างที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และเพิ่มมาตรการทางภาษี เพื่อจูงใจผู้ประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ เพื่อครอบคลุมการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ, ปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทย, ปัญหาแรงงานต่างด้าวในภาคธุรกิจ และการสร้างผลิตภาพแรงงาน
ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว, การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการขาดแคลนแรงงาน โดยเรื่องนี้ “ดร.บวรนันท์” อธิบายเพิ่มเติมถึงการนำกุญแจความสำเร็จมาปรับใช้หลายเรื่องด้วยกัน
คือแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยอยู่ระดับ Tier 1 ในรายงาน TIP Report, บรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการทั่วประเทศ ประกอบกับให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจที่มีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
“ขณะเดียวกัน ก็ร่วมกำหนดนโยบาย และแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ ด้วยกลไกของคณะกรรมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) พร้อม ๆ กับสร้างความเชื่อมั่น และสร้างการยอมรับให้กับสมาชิกในการแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศไทยอย่างจริงจังในระดับประเทศ”
ด้วยการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และผลิตภาพแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเพื่อขอลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราวีซ่าแรงงานต่างด้าวจาก 2,000 บาท เหลือ 500 บาท, ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย, ข้อเสนอแนวทางการขอยื่นรับรองหลักสูตรของสถานประกอบการตามประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
“รวมถึงแนวทางของประเทศไทยต่อการรับสัตยาบันอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ที่มีผลกระทบต่อกรอบการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศในระดับภาคีและพหุภาคี และแนวทางการจัดทำฐานข้อมูล (Big Data) ของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต”
การจะสร้างความยั่งยืนให้สัมฤทธิผล “ดร.บวรนันท์” กล่าวต่อว่า ภาครัฐควรขับเคลื่อนแนวทางการปฏิบัติในการใช้แรงงานที่ดี (GLP) ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้สถานประกอบกิจการวางแนวทางเบื้องต้นในการปรับปรุงสภาพการจ้างงาน และสภาพการทำงานด้วยตนเอง เพื่ออยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อทำให้สถานประกอบกิจการพัฒนาไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย
“หรือสถานประกอบกิจการนำแนวทางปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (GLP) ไปใช้ในการบริหารจัดการด้านแรงงานจำนวน 27,785 แห่ง เพื่อยกระดับคุณภาพลูกจ้างจำนวน 2,048,650 คน พร้อม ๆ กับจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านแรงงานให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรู้ทัน รู้จริงกฎหมายแรงงานสำหรับองค์กรยุคใหม่ หรือการใช้แรงงานที่ดีในอุตสาหกรรมของประเทศไทย (GLP for Industry and Sustainable in Thailand)”
ดังนั้น ถ้านำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ เชื่อแน่ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทย, แรงงานผู้สูงอายุ และแรงงานต่างด้าว ก็น่าจะทุเลาเบาบางลงไปบ้าง เพราะดั่งที่ทุกคนทราบดี ปัญหาต่าง ๆ หมักหมมมานาน จึงต้องค่อย ๆ แก้ไปทีละเปลาะ และสุดท้ายคงจะเกิดความยั่งยืนในที่สุด