Skip to content

จับตาผลเทรดวอร์ หลัง “เลือกตั้งสหรัฐ”

09 มิ.ย. 2567 | 08:30น.
จับตาผลเทรดวอร์ หลัง “เลือกตั้งสหรัฐ”

ทูตพาณิชย์สหรัฐ มั่นใจส่งออกปี 2567 โตทะลุเป้า 1% แนะจับตาสงครามการค้าสหรัฐ-จีนหลังผลเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ย. พร้อมเตือนรับมือวิกฤตทะเลแดงดันค่าระวางพุ่ง-ขนส่งล่าช้า พบสัญญาณผู้นำเข้าเริ่มขาดสต๊อก อาจปรับราคา

นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐ ปี 2567 คาดว่าจะเติบโตได้ 1% ตามเป้าหมาย โดยการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย. 67) ขยายตัว 13.4%

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5% อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลดลง ธนาคารกลางสหรัฐอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2568 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกยังคงต้องเฝ้าระวังปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยสหรัฐมีนโยบายแข่งขันทางการค้า เพื่อตอบโต้การค้าของจีนที่ใช้นโยบายการทุ่มตลาด การอุดหนุน และการลงทุนในธุรกิจของสหรัฐ

โดยได้กำหนดภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ในสินค้าสำคัญทางยุทธศาสตร์สำคัญ และเป็นสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สหรัฐต้องการย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นภาษีจากเดิม 27.5% เป็น 102.5% แผงโซลาร์เซลล์ขึ้นภาษีจากเดิม 25% เป็น 50% เหล็กและอะลูมิเนียม (บางประเภท) ขึ้นภาษีจากเดิม 0% หรือ 7.5% เป็น 25% ซึ่งมาตรการนี้จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้านำเข้าจีน มูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การขึ้นภาษีนำเข้าของสินค้าจากจีนเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ขยายการส่งออกสินค้าไทยเข้าไปทดแทนการนำเข้าสินค้าจากจีน เช่น ชิ้นส่วนกึ่งตัวนำไฟฟ้า แผ่นโซลาร์เซลล์ เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม โดยในปี 2566 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าศักยภาพดังกล่าวไปสหรัฐ 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 56.56% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐมากที่สุด 3 อันดับแรก ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2,247 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์ยาง 1,134 ล้านเหรียญสหรัฐ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 862 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามผลการเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไร เพราะผู้สมัครประธานาธิบดีมีทิศทางนโยบายการบริหารประเทศที่แตกต่างกัน ผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อนโยบายการแข่งขันทางการค้า การสนับสนุนการผลิตภายในประเทศที่ส่งผลต่อการลงทุนของภาครัฐ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่อาจกระทบเศรษฐกิจในสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยต้องติดตาม เพื่อวางแผนการดำเนินงานและแผนกลยุทธ์ธุรกิจให้ทันการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทิศทางของค่าระวางเรือที่จะมีผลต่อต้นทุนการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยตั้งแต่วิกฤตทะเลแดงช่วงปลายปี 2566 ทำให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม 2567 จากการสอบถามผู้นำเข้าพบว่า ค่าระวางเรือสูงขึ้นประมาณ 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ไกลขึ้นและตู้คอนเทนเนอร์ต้องใช้เวลาอยู่บนเรือนานขึ้น ประกอบกับเป็นฤดูกาลขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค วันหยุดต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง และการขึ้นภาษีสินค้าของจีนจะทำให้จีนเร่งส่งออก จะมีผลต่อค่าระวางเรือ

“ผู้นำเข้าสินค้าอาหารไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ และปัญหาการขนส่งล่าช้ามากขึ้น แต่ถือว่ายังไม่รุนแรงเทียบช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่มีการปรับค่าระวางเรือสูงขึ้นกว่าราคาปัจจุบัน แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลให้ค่าระวางเรือสูงขึ้นในระยะยาว และอาจมีผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้าและต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามไปด้วย”

นางสาวเกษสุรีย์กล่าวอีกว่า แผนและกิจกรรมเพื่อเร่งส่งออกสินค้าไทยครึ่งปีหลัง 2567 ทางสำนักงานพร้อมที่จะส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์เชิงรุกในตลาดสหรัฐ ทั้งรูปแบบออนไลน์-ออฟไลน์ ส่งเสริมการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบ In-Store Promotion ร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ต Great Wall จำนวน 4 สาขา โดยจัดในนครนิวยอร์ก 3 สาขา และในเวอร์จิเนีย 1 สาขา เน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกันและชาวเอเชีย ภายใต้แคมเปญ “Thai Feast Fest”

โดยมีกำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 2-9 สิงหาคม 2567 พร้อมประชาสัมพันธ์ร้านอาหารไทย Thai SELECT บนช่องทาง Online โดยจัดทำ Content ร่วมกับ Influencer ในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารไทยด้วย เพื่อเป้าหมายการส่งออกในตลาดสหรัฐโตได้ตามที่ตั้งไว้