Skip to content

นวัตกรรม ชิงเก้าอี้สภาสูง 3 กลุ่ม วางเครือข่ายล็อก 150 สว.เข้าสภา

14 มิ.ย. 2567 | 08:05น.
นวัตกรรม ชิงเก้าอี้สภาสูง 3 กลุ่ม วางเครือข่ายล็อก 150 สว.เข้าสภา
คอลัมน์ : Politics policy people forum

การเลือก สว. 200 คน ในระดับอำเภอ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 อาจดูเหมือนราบเรียบ ราบรื่น

แต่แท้จริงแล้ว ภายใต้ฉากหน้าอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวระดับแผ่นดินไหว

ภายใต้ชื่อคนเด่น คนดัง นักวิชาการ ดารา ยังมีกลุ่มประเภท “จัดตั้ง” ทะลุเข้าสู่รอบระดับจังหวัด หลายร้อยชีวิต

บ้านใหญ่การเมือง บางจังหวัดพลิกล็อกตกรอบ “คัดเลือก” ระดับอำเภอ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือประมาท ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการ “ฮั้ว” การ “บล็อกโหวต” สารพัดแท็กติกที่ถูกใช้ในกระดานเลือก สว.

นวัตกรรม “ล็อก สว.”

“สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ “นวัตกรรมการเมือง” ในการเลือก สว.ระดับอำเภอให้เห็นเป็นฉาก ๆ ว่า

หากไล่ดูข้อมูลผู้สมัครแต่ละกลุ่ม จะพบว่ามีการมาสมัครเลือก สว.แบบผิดธรรมชาติ เช่น มีคนไหว้วานมาเลือก เพราะในใบสมัคร มีวิธีเขียนประวัติ 5 บรรทัด ที่มีการเขียนแบบเป็น Pattern เดียวกัน โดยมีการส่งสัญลักษณ์ว่าเป็นพวกเดียวกัน เช่น มีการขึ้นต้น คำลงท้าย เหมือนกัน เป็นการส่งซิกว่าใครพวกใคร

กับอีกแบบ ประเภทวางแผน “ลุ่มลึก” คือ อ่านประวัติแล้วสังเกตตรงนี้ว่าคือพวกเรา แม้ กกต.บอกอยู่ว่า ผู้สมัครทุกคนศึกษากันและกันจากเอกสาร ดังนั้น คนวางแผนก็ต้องส่งซิกผ่านเอกสาร จึงมี Pattern เป็นข้อ ๆ ใส่วงเล็บหน้า วงเล็บหลัง มีหมด รวมถึงการที่ถ่ายรูปสมัครเป็นแบบเดียวกัน ก็เพราะต้องการให้รู้ว่านี่คือพวกกัน ทรงเดียวกันหมด

“เพราะเวลาวางเครือข่ายไม่ใช่เกณฑ์คนเยอะ ๆ มาโหวต แต่ต้องกำหนดเป้าหมายว่าเข้าไปแล้วต้องไปเลือกใคร พอไขว้กลุ่ม ต้องกาใคร กลุ่มที่ไขว้ก็สุ่มด้วย ต้องมีวิธีการ ไม่ให้นั่งจำไปว่า 20 คนต้องกาให้ใครบ้าง เพราะต้องไปจำอีก 19 กลุ่มที่เหลืออีก”

“ดังนั้น เกษตรต้องสังเกตตรงไหน กลุ่มแพทย์สังเกตตรงไหน ต้องมีการส่งสัญลักษณ์ผ่านเอกสารแนะนำตัว นอกจากจำนวนคนที่เขาส่งไปอย่างเพียงพอแล้ว เขาก็ต้องล็อกด้วยวิธีการในรายละเอียด”

3 กลุ่ม ล็อก 150 สว.

ส่วนคนที่มาสมัครด้วย “อุดมการณ์” จัดตั้งแบบธรรมชาติ เหมือนไปวัดใจกัน ไปนั่งดูว่าใครอุดมการณ์ตรงกับเรา จุดยืนเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ล็อกจำนวนตอนท้ายว่า เราจะเอา 100 คนนี้

“ไม่เหมือนกลุ่มจัดตั้งที่มีบัญชีว่าสุดท้าย 200 คน จะเอากี่คน และเป็นใครบ้าง จากนั้นจะถูกส่งไปตามจุดต่าง ๆ และวางเครือข่ายให้ได้ตามเป้า พาเข้าไปเลือกในระดับประเทศที่อิมแพ็ค อารีน่า และก็ส่งเข้าสู่สภา ได้ตามเป้า”

“เช่นจะเอา สว. 150 คน 150 คนแบ่งกันอย่างไร พรรคการเมืองกี่คน กลุ่มอำนาจเก่าที่ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองต้องการกี่คน กลุ่มทุนต้องการกี่คน วางแล้วเรียงรายชื่อมาว่าคือใคร นี่คือผลลัพธ์ที่เราต้องการ จากนั้นไปทำงานเครือข่าย ไปส่งคนนี้เข้ามาเป็น สว.ให้ได้”

“สมมุติคนที่มีนามสกุลเดียวกับนักการเมืองในพรรคหนึ่งลงสมัคร แต่โควตานี้ต้องเป็น พล.อ.อะไรสักอย่างหนึ่ง จะทำอย่างไรให้กลายเป็น พล.อ. ไม่ใช่เป็นนักการเมือง จึงเห็นคนที่มีนามสกุลเดียวกับนักการเมืองตกรอบแรก เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจไปเป็น สว. แต่เขาต้องการไปโหวต เพราะเขาไม่ได้คะแนนเลย ไม่กาตัวเอง แต่กาคนอื่น 2 เบอร์ เพราะไม่ได้อยู่ใน 150 คนสุดท้าย”

“ดังนั้น จะไปบอกว่าบ้านใหญ่ตกรอบแล้ว…ไม่ใช่ และรอบจังหวัดก็จะมีคนแบบนี้อีก อาจจะเห็นว่าเครือข่ายนักการเมืองตกรอบ ก็เพราะเขาส่งคนที่ไม่ใช่เครือข่ายนักการเมือง แต่เขาส่งคนที่เขาตกลงกันไว้แล้วเข้ารอบแทน”

กินแบ่ง ไม่ใช่กินรวบ

สติธรวิเคราะห์ต่อว่า “เพราะหน้าที่นี้ไม่ใช่เรื่องของการกินรวบ แต่เป็นเครือข่ายร่วมกันของกลุ่มอำนาจ ทั้งพรรคการเมือง นักธุรกิจ และเครือข่ายภาคสังคมที่ทำงานร่วมกัน วางแผนร่วมกัน”

“ทุกพรรคที่ใช้วิธีวางเครือข่ายแบบหัวคะแนนบ้านใหญ่จึงมีหมดอยู่ในมือ ขึ้นอยู่กับมีมาก มีน้อย มีที่ไหน และจะหยิบใช้ หยิบใช้อย่างไร อย่างเกม สว. ไม่ต้องแย่งกันเยอะ แบ่งกันไปแบบนี้ อำเภอนี้พรรคผมมากกว่า พรรคพี่ไปเอาที่อื่นแล้วมาเจอกันในรอบเลือกระดับจังหวัด หรือมาเจอกันที่เลือกระดับประเทศ”

“สุดท้ายบ้านใหญ่เป็นกลจักร เพราะเขามีเครือข่าย ถ้าประเทศนี้ทุกคนสามารถแสวงหาอำนาจได้ด้วยความเป็นอิสระ กลุ่มบ้านใหญ่ก็สามารถกินรวบได้ตามที่เขาต้องการ เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่… บ้านใหญ่ต้องดีลกับอำนาจส่วนกลาง ตรงไหนที่เขาแบ่งเอาไปเป็นคนของเขา ตรงไหนที่เขาทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรของอำนาจส่วนกลาง เขาก็จะแชร์ผลประโยชน์กันแบบนี้”

หวัง สว.คานอำนาจกันเอง

สติธรวิเคราะห์ฉากสุดท้ายของ สว. หากมาจากการ “ล็อก” ผลตั้งแต่ระดับ “ต้นขั้ว” ถ้าผลลัพธ์มาจากการล็อก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่ถูกคอนโทรลได้ด้วยกลุ่มที่เขาวางเครือข่ายร่วมกันมา สิ่งที่เราลุ้นได้คือให้เขามี Check and Balance ระหว่างกลุ่ม วันนี้อาจเห็นภาพว่ากลุ่มการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล และดูเหมือนกับว่า แบ่งงานกันทำกลาย ๆ เราก็หวังแต่ว่า เมื่อเขาได้ สว.มาแล้ว เขาก็จะใช้โควตาที่เขาได้ ต่อรองกันบ้าง ไม่ใช่เห็นตรงกันหมด ไม่ต่อรองกันเลย

ก้อนใหญ่ ๆ ที่นับรวมกันวันนี้ คนที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคร่วมรัฐบาล คนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนใหญ่ กลุ่มภาคสังคมที่เชียร์รัฐบาล จะเห็นภาพว่าเป็นภาพใหญ่ของ สว.ทั้งหมด เพียงแต่ในกลุ่มใหญ่ก็จะมีกลุ่มย่อย ๆ ก็น่าจะคานอำนาจกันได้ประมาณหนึ่ง ไม่น่าจะเอกภาพมาก แบบกดปุ่มได้โดยเหมือน 250 สว.ที่ถูกตั้งมา แต่ครั้งนี้หลอมรวมขึ้นจากฟากฝั่งเดียวกันก็จริง แต่ก็มีความแตกแยกภายในกันมากกว่า

“เชื่อว่ากลุ่มที่วางเครือข่ายไม่เอาหมด อาจเกินครึ่ง เผื่อ ๆ 110-120 ที่นั่ง แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างอยากได้ จึงมีส่วนที่เกินความจำเป็น กลายเป็น 150 ที่นั่ง แต่ถ้าจะเหมาหมดก็จะเกินเหตุ และต้องทุ่มในบางเขตที่ลงแรงและไม่คุ้มทุน เช่น กทม. หรือเมืองใหญ่ ไปเอานอกอำเภอดีกว่า การเลือก สว.ยังมีอีก 2 ด่าน คือ เลือกระดับจังหวัด และเลือกระดับประเทศ”

สว.ใหม่มีหน้าที่ทั้งรับรองกรรมการองค์กรอิสระ สำคัญที่สุดคือมีส่วนในการโหวตรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อผลการเลือก สว.ฝุ่นตลบอบอวลตั้งแต่ยกแรก การเมืองในมือ สว.ใหม่ 200 คน อาจคาดเดาไม่ยาก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐสภา สว. สว.67 เลือกตั้ง