ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแนวแข็งค่า ขณะที่ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อและประชุมเฟดคืนพรุ่งนี้ หลังคาดเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% เหมือนเดิม
วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 36.75/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า จากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 36.81/82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังวานนี้ (10/6) ปรับตัวอ่อนค่าแถวระดับ 36.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญไปได้ ก่อนค่าเงินบาทจะเริ่มย่อตัวแข็งค่าในช่วงบ่ายจนกระทั่งปิดตลาด จากแรงขายทำกำไรระยะสั้น อีกทั้งการฟื้นตัวของราคาทองคำช่วยหนุนแรงขายดอลลาร์และหนุนค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมดอลลาร์ยังคงแข็งค่า แม้ลดแรงบวกลงเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และผลการประชุมเฟดในคืนพรุ่งนี้ (12/6) โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมครั้งนี้
อีกทั้งเฟดจะมีการเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด โดยนักลงทุนจับตารายงานเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย
สำหรับปัจจัยภายในประเทศพรุ่งนี้ (12/6) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุนโยบายการเงิน โดยนักเศรษฐกิจประเมินผลการปะชุมว่า จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน และเพื่อรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า คาดว่า กนง.จะรอดูทิศทางดอกเบี้ยของเฟดเป็นสำคัญ
โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด ซึ่งกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่าในระยะนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบนระหว่าง 36.67-36.79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.71/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 1.0760/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 1.0731/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เนื่องจากนักลงทุนกังวลความไม่แน่นอนในการเมืองฝรั่งเศส หลังจากที่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศยุบสภาและเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ ภายหลังจากพรรคพันธมิตรสายกลางของเขาพ่ายแพ้ให้กับพรรคเนชั่นแนล แรลลี่ ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป
ด้านสำนักข่าว DW ของเยอรมนีรายงานว่า การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของฝรั่งเศสรอบแรกจะมีขึ้นในวันที่ 30/6 และรอบสองในวันที่ 7/7 ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหน้าคูหาเลือกตั้งวานนี้ (10/6) บ่งชี้ว่า พรรคเนชั่นแนล แรลลี่ได้รับคะแนนเสียงราว 32% ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงที่พรรคพันธมิตรฝ่ายสนับสนุนสหภาพยุโรปของประธานาธิบดีมาครง ซึ่งได้ไปเพียง 15% เท่านั้น
ทั้งนี้การตัดสินใจโดยไม่คาดคิดของนายมาครงในการจัดเลือกตั้งใหม่อาจส่งต่ออำนาจทางการเมืองให้กับฝ่ายขวาจัด โดยพรรคเนชั่นแนล แรลลี่ของนางมารีน เลอ แปน จะเข้ามารับผิดชอบในการบริหารประเทศ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ
ด้านนายมานซูร์ โมฮี-อุดดีน นักวิเคราะห์ของธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า หากพรรคเนชั่นแนลแรลลี่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสจะสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินยูโรในระยะใกล้นี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0741-1.0773 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.739/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 157.21/23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 156.86/89 วานนี้ (11/6) นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีมุมมองว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐจะยังคงปรับตัวกว้าง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐปรับขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 157.13-157.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 157.26/28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ CPI เดือน พ.ค. (12/6), ประชุมนโยบายการเงินของเฟด (11-12/6), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (13/6), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน พ.ค. (13/6), ราคานำเข้าและส่งออกเดือน พ.ค. (14/6), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน มิ.ย. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (14/6)
รวมถึงตลาดยังรอติดตาม PPI เดือน พ.ค.ของญี่ปุ่น (12/6), CPI และ PPI เดือน พ.ค.ของจีน (12/6), ประชุมนโยบายการเงินของไทย (12/6), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ของยูโรโซน (13/6) และประชุมนโยบายการเงินของญี่ปุ่น (BOJ) (13-14/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.6/-9.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.75/-5.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ