ชำแหละ Oil Plan 2024 ลงทุน 1 แสนล้าน วางอนาคตพลังงาน
oil plan
ภาคพลังงานเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งความผันผวนของอุปสงค์และอุปทาน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ที่เป็นชนวนสำคัญจุดประกายให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะถ้าเราไม่รีบปรับตัวก็จะตกขบวน
ภาพของการเปลี่ยนแปลงสะท้อนผ่านร่างแผนพลังงานทั้ง 5 ฉบับที่เปิดรับฟังประชาพิจารณ์เมื่อไม่นานมานี้ และฉบับสุดท้ายอย่าง (ร่าง) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “Oil Plan 2024” ก็ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อแนวโน้มของ Oil Peak Demand จะสูงสุดภายในปี 2573 และจากนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงพลังงานที่ต้องช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการอยู่รอดและแข่งขันได้
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 กรมธุรกิจพลังงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้แผน Oil Plan 2024”
ร่าง Oil Plan 2024 ฉบับใหม่
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยสาระสำคัญของ Oil Plan 2024 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง โดยกรมธุรกิจพลังงานได้วางแผนทบทวนรูปแบบและอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม
ซึ่งเป็นเรื่องที่นายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากถึงแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) ที่จะเพิ่มการสำรองน้ำมันจากเดิม 25 วันเป็น 90 วัน เพื่อจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพื่อบริหารจัดการอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการดังนี้
ภาคขนส่งทางบก ปรับลดชนิดน้ำมันกลุ่มดีเซลให้เหลือ B7 (พื้นฐาน) และ B20 (ทางเลือก) โดยปรับสัดส่วนการผสม B100 ให้เหมาะสมที่ 5-9.9% พร้อมกำหนดให้มีเบนซินฐานที่เหมาะสมกับประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ควรเป็น B10 หรือ B20
ส่วนภาคขนส่งทางอากาศ ส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) คาดว่าจะสามารถเสนอให้เริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี 2569 และภาคขนส่งทางน้ำ ส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) ซึ่งปัจจุบันที่ตลาดสิงคโปร์มีการซื้อขาย B24 (ผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ 24%)
ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วยการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการคลังน้ำมัน ผลักดันการขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
และสุดท้าย ด้านการส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต โดยกรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ซึ่งสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท
ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ จำนวน 56,726 ล้านบาท เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน จำนวน 56,775 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จำนวน 400 ล้านบาท พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570
“เราอยากเห็นประเทศนี้มีความมั่นคง สามารถรับมือกับวิกฤตได้ มีการบริหารจัดการอุปทานของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากลที่ต้องการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ขณะที่อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องมาดูในมุมของการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและการขนส่งภายในประเทศ ว่าเราจะสามารถอัพเกรดส่วนใดได้บ้าง
และส่วนสุดท้าย ผลจากหลายปัจจัยทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคา ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจ เราจึงอยากให้ผู้ประกอบการที่เรากำกับดูแลและอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันสามารถปรับตัวและลดผลกระทบจากความท้าทายต่าง ๆ นี้อย่างไร” นายสราวุธกล่าว
รัฐเปลี่ยนบทบาท
นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เราต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสิ่งสำคัญที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งถือเป็นภาคบังคับของทุกกระทรวง ซึ่งนำมาสู่การใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ประกอบกับแนวโน้มทิศทางพลังงานโลกที่จะสูงสุดในปี 2673 จากนั้นก็คลายตัวลงจากการเข้ามาของอีวี ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วเราต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลง
ภารกิจสำคัญว่า เราต้องบริหารจัดการอย่างไร เพราะอีวีจะมาแทนการใช้น้ำมันเบนซิน รวมถึงดูแลมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัย ซึ่งรวมไปถึงเชื้อเพลิงใหม่อย่างไฮโดรเจนที่ต้องดูแลความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ส่วน SAF เราต้องจับมือกับหน่วยงานและภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการทำนโยบายและกำหนดสัดส่วน พร้อมประสานการลงทุนให้กลุ่มโรงกลั่นสามารถปรับตัว โดยตั้งคณะทำงานจัดทำนโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนเพื่อสนับสนุนธุรกิจใหม่นี้
และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ โครงสร้างพื้นฐาน เราจะพัฒนาโครงสร้างเดิมที่มีอยู่อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ ท่อน้ำมัน ต้องมีการเชื่อมโยงและจัดหาแนวดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ อาทิ Single Operator เพราะสร้างท่อไปแล้วก็ต้องคืนทุน ดังนั้นต้องหาวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์กับเอกชนผู้ลงทุนและประชาชนในระยะเวลา 20-30 ปีนี้ รวมถึงต้องดูแลการปรับโมเดลธุรกิจสถานีบริการน้ำมันให้เป็น EV Charging Station
“ตอนนี้ทุกคนปรับตัว ทุกคนพบวิกฤต กรมธุรกิจพลังงานก็ต้องช่วยสนับสนุนและแปลงโฉมภาพใหม่ของกรมในการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ”
ชาวไร่-เอกชนวอนให้คงใช้ “น้ำมัน E20”
ภายในการเปิดรับฟังความคิดเห็น Oil Plan 2024 ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นน่าจับตามอง โดยเฉพาะการปรับลดน้ำมันเบนซินฐานเป็น E10 จากเดิมที่เคยสนับสนุน E20 ซึ่งเป็นประเด็นร้อนกระทบหลายภาคส่วน
ตัวแทนจากสมาคมชาวไร่อ้อยลำน้ำปาวและตัวแทนจากชาวไร่อ้อยภาคอีสานกล่าวเสริมว่า E20 มีผลกระทบต่อชาวไร่อ้อยอย่างไรนั้น การผลิตเอทานอลมี 2 ส่วน ส่วนแรกมาจากน้ำอ้อยและอีกส่วนมาจากโมลาส รายได้ที่ได้จากการขายน้ำอ้อย โมลาสต้องแบ่งรายได้ให้ชาวไร่อ้อย 70%
ดังนั้นหากลดการผลิตให้เหลือแค่ E10 รายได้ของชาวไร่อ้อยจะลดหายลงไปอย่างมาก จึงขอความเห็นใจจากรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ช่วยคง E20 เป็นน้ำมันเบนซินฐาน เพื่อสนับสนุนความมั่นคงพลังงานและความเป็นอยู่ของชาวไร่ ด้วยการสร้างพลังงานจากพืชในไร่
พร้อมด้วย นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การใช้ E20 คือการพึ่งพาตนเอง ไม่จำเป็นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ความจริงบ้านเราควรเดินหน้าใช้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล แต่กลายเป็นว่าประเทศเรากลับถอยหลังลง รวมถึงในมิติเศรษฐกิจ E20 ถือว่ามีส่วนช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
เช่นเดียวกับ นายเจษฎา ว่องวัฒนะสิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า จุดยืนของเราอยากให้ Oil Plan 2024 คง E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ที่ช่วยผู้ผลิต เกษตรกร และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเอทานอล แม้ว่าตอนนี้ราคาจะเป็นช่วงพีกของพีก แต่เมื่อความตึงเครียดคลายตัวก็มีแนวโน้มลดลง ไม่ถูกที่จะเอาแค่ช่วงพีกมาตัดสิน เพราะเอทานอลมีประโยชน์กับประเทศชาติในหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งรัฐบาลควรช่วยปรับโครงสร้างราคาสินค้าเกษตรให้ลดลงด้วยการลดต้นทุน และถ้าหากลดเหลือ E10 จริง การใช้ก็จะลดลงไปอีก จากปัจจุบันที่ใช้ประมาณ 3 ล้านกว่าลิตร จากกำลังผลิต 7 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้ผู้ประกอบการเอทานอล 27 รายล้มหายตายจากเกินครึ่งแน่นอนและกระทบเป็นวงกว้าง เพราะเราซื้อผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน
ซึ่งมีความเห็นสอดคล้องกับ นายเสกสรร พรหมนิช รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้าน Biofuel สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงสร้างราคาเอทานอลทำให้ราคา E10 และ E20 มีส่วนต่างเยอะ เพราะความจริงแล้ว ราคา E10 และ E20 แพงกว่ากันประมาณ 10% หรือประมาณ 80 สตางค์เท่านั้น
ส่วนตัวมองว่า ค่าความร้อนเป็นสิ่งที่ Misleading เพราะว่าค่าความร้อนเป็นผู้บริโภคหรือคนขับรถต้องกังวล แล้วทำไมถึงเอามาบวกที่ราคาเชื้อเพลิง ฉะนั้นส่วนต่าง 80 สตางค์บวกกับภาษีสรรพสามิตอีกก็จะถูกกว่ากันอีก 65 สตางค์ เหลือส่วนต่างแค่ 15 สตางค์เท่านั้น แล้วยังไม่รวมค่าการตลาดอีก
นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมอุดหนุนเชื้อเพลิงนำเข้า แต่ทำไมกับของในประเทศถึงไม่สามารถอุดหนุนได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ถึง 10% ของการอุดหนุนเชื้อเพลิง รวมถึงการให้ความหวังว่าจะไป Ethanol to Jet และ SAF แต่ถ้าใช้ E10 ก็ไปไม่ได้ เพราะช่วงเปลี่ยนผ่าน 4-5 ปีนี้ จะใช้อุตสาหกรรมในกลุ่มเอทานอลทำอะไร เพราะความสามารถในการแข่งขันลดลง พร้อมลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอยืนยันว่ายังต้องเดินหน้าไป E20
ด้าน นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ตอบว่า การปรับลดน้ำมันเบนซินฐานจาก E20 เป็น E10 เนื่องจากสถานการณ์ราคาเอทานอลค่อนข้างสูงที่ปัจจุบัน ราคาประมาณ 30-31 บาท ขณะที่เดิมอยู่ที่ 25 บาท ทำให้ต้องปรับลดฐานจากเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเป็น E20 ให้มาอยู่ที่ E10 เพื่อลดผลกระทบกับค่าครองชีพประชาชน ขณะที่กลุ่มเอทานอลเองก็มีความกังวลว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะประกอบธุรกิจอย่างไรต่อ
โดยความแตกต่างระหว่างราคาของ E10 และ E20 เมื่อราคาน้ำมันบวกค่าความร้อนจะต่างกันประมาณ 1 บาทกว่า ซึ่งคิดในกรณีที่ราคาเอทานอลอยู่ที่ 30 บาท แต่ถ้าราคาเอทานอลลดลงสู่ภาวะที่เคยเป็น 25 บาท ราคาส่วนต่างระหว่าง E10 และ E20 จะอยู่ที่ 30 สตางค์ ทว่าก็ต้องคิดด้วยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถอุดหนุนส่วนต่างราคาด้วยได้
ส่วนปริมาณการใช้เอทานอลใน E10 และ E20 จะมีส่วนต่างประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน โดยการใช้ E10 จะอยู่ที่ประมาณ 2.73 ลิตรต่อวัน และ E20 อยู่ที่ 4.72 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2570 หากเลือกใช้ E10 ก็จะกระทบกับรายได้เกษตรกรและกลุ่มเอทานอลประมาณ 2.8-3 หมื่นล้านบาท
ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และเราต้องเปิดรับฟังความเห็นและข้อมูลจากกลุ่มเอทานอลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้ เพราะโรงกลั่นต้องการการตัดสินใจที่ชัดเจนเพื่อการลงทุน เนื่องจากคุณภาพ G-base ของ E10 และ E20 จะใช้คนละตัว
นายสราวุธกล่าวเสริมว่า แผนการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมองไปข้างหน้าที่ต้องมองในหลายมิติทั้งความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม เราเองก็อยากส่งเสริมเอทานอล แต่ก็ต้องยอมรับความจริงต้นทุน เพราะเราไม่สามารถเอาเงินประเทศมาอุดหนุนราคาเอทานอลให้ผู้บริโภคทั้งหมดมาช่วย เราจึงต้องมองไปข้างหน้าในอนาคตอาจจะมี Ethanol to Jet แต่อย่างไรก็ตาม เราก็พร้อมเปิดรับฟังความเห็นและข้อมูลจากกลุ่มเอทานอล ชาวไร่อ้อยและชาวไร่มันภายใน 2 สัปดาห์นี้
ขณะที่ผู้ประกอบการค้าน้ำมัน ตัวแทนจากบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยควรใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ แม้ว่า E20 จะฟังดูสมเหตุสมผล แต่ว่าคนไม่นิยมเติมน้ำมัน E20 เพราะข้อมูลของฝั่งผู้ประกอบการน้ำมันพบว่า ไม่เคยผลักดันยอดขาย E20 ได้เกิน 40% แม้ว่ากรมธุรกิจพลังงานจะพยายามผลักดันแต่ก็ไม่สามารถบังคับการใช้ของผู้บริโภคได้ รวมถึงในฐานะผู้ประกอบการเองก็ไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องแบกราคาหนักกว่านี้
“เราลองดูโมเดลจากประเทศอื่น อาทิ บราซิลที่สามารถใช้ E100 ได้ เพราะเขาใช้ Second-chain Ethanolที่ต้องลงทุนเพิ่มก็ต้องย้อนกลับมาว่าจะเอาเงินจากไหนมาสนับสนุน หรือเราอาจจะต้องพิจารณาเรื่องไฮโดรเจนอีกรอบว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ที่จะไปไฮโดรเจน เพราะต้องมีการลงทุนมหาศาล ถ้าจะเอาเงินไปลงไฮโดรเจนสู้เอาเงินมาลงเชื้อเพลิงชีวภาพแทนดีหรือไม่”