เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ เปิดชื่อ “หุ้นหมายเลข 1” ของเวียดนามในอีก 10 ปีข้างหน้า

07 ก.ค. 2567 | 18:03น.
ดร.นิเวศน์ หุ้นเวียดนาม

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ เปิดชื่อ “หุ้นหมายเลข 1” ที่จะเติบโตกลายเป็นหุ้นอันดับหนึ่งในตลาดหุ้นเวียดนามในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมเหตุผล เผยตนเองซื้อไว้มากที่สุดในระดับกว่า 40% ของพอร์ตหุ้นเวียดนาม

วันที่ 7 กรกฎาคม 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า ถ้าจะถามว่าหุ้นอะไร “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ช่วงเร็ว ๆ นี้ คำตอบก็คือ หุ้น “NVIDIA” เหตุผลก็เพราะอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี AI กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และ AI มีการพัฒนาขึ้นมาถึงจุดที่จะ “ปฏิวัติโลก” ในไม่ช้า เพราะ AI จะมีความสามารถสูงมากและจะสูงกว่าคน

ดังนั้น สินค้า บริการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในอนาคตก็จะถูกประดิษฐ์ หรือทำโดย AI ที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะทำโดยคนจำนวนมาก

และคนที่เป็น “ผู้ชนะ” ในเทคโนโลยีนี้ก็คือ Nvidia บริษัทที่บริษัทอื่น ๆ ที่ทำเกี่ยวกับ AI ต้องใช้สินค้าและบริการ ทำให้รายได้และกำไรของ Nvidia “โตระเบิด” ไตรมาสล่าสุดกำไรโตขึ้นถึง 7 เท่า ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นของ Nvidia ดีดตัวขึ้นจนกลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap. สูงที่สุดในโลกและสูงกว่าหุ้นไมโครซอฟท์และหุ้นแอปเปิลที่ผลัดกันครองตำแหน่งที่ 1 ในช่วงเร็ว ๆ นี้

และแม้ว่าหลังจากนั้นหุ้น Nvidia จะลดลงบ้างแต่ก็ต้องถือว่านี่ก็คือหนึ่งในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และน่าจะมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปอีกหลาย ๆ ปีจน “ชนะขาด” เมื่อเทียบกับหุ้นเท็คยักษ์ใหญ่ทั้งหลายในช่วงปัจจุบันถ้าหากว่าบริษัทยังคงรักษาความเป็น “ผู้นำสูงสุด” ในธุรกิจ AI ได้

ในฐานะของคนที่สนใจลงทุนหุ้นแบบ “ซุปเปอร์สต็อก” ซึ่งต้องเป็นหุ้นที่เก่ง แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน อยู่ในธุรกิจที่กำลังโตในระยะยาวหรือเป็นเมกาเทรนด์ ผมจึงสนใจหุ้นที่เป็น “สุดยอด” ของหุ้นในตลาดที่ผมเข้าไปลงทุน

และก็แน่นอนว่าผมมองหาหุ้นที่เป็นหุ้น “ซุปเปอร์สต็อกหมายเลข 1” หรือหุ้นที่ “ดีและยิ่งใหญ่ที่สุด” และถ้ามีโอกาสซื้อในราคาที่ผมคิดว่าคุ้มค่าหรือราคาถูก ผมก็จะซื้อและถือให้มากที่สุดที่จะรับได้

ตลาดหุ้นเวียดนามที่ผมเพิ่งจะ “เข้าไปไม่นาน” (แม้ว่าจะผ่านมา 6-7 ปีแล้ว) ผมก็เริ่มมองหาหุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อก และก็พบว่าน่าจะมีหลายตัวในหลายอุตสาหกรรม ผมเริ่มลงทุนในแต่ละตัวอย่างมีนัยสำคัญ ในระหว่างนั้น ผมก็คอยดูและวิเคราะห์ว่าหุ้นตัวไหนจะกลายเป็นหุ้นหมายเลข 1 ในแง่ของความแข็งแกร่ง การเติบโต และขนาดวัดจาก Market Cap. ของหุ้นในอนาคตอีกสัก 10 ปีข้างหน้า

จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์เริ่มต้นจากการที่ต้องประเมิน ซึ่งเนื่องจากระยะเวลาที่ยาวไกล ก็จะต้องอาศัย “จินตนาการ” บ้างว่าประเทศเวียดนามจะเป็นประเทศแบบไหนในสังคมโลก ?

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอย่างฝรั่งเศสนั้น เป็นแนวแฟชั่นและความหรูหรา ญี่ปุ่นและไต้หวันเป็นประเทศไฮเท็ค อเมริกาเป็นซุปเปอร์เพาเวอร์หรืออภิมหาอำนาจของโลกที่เป็นทุกอย่าง และไทย ที่ผมมองว่าในอนาคตก็คงเป็น “แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของโลก”

สำหรับเวียดนามนั้น เดิมทีผมไม่ได้ตระหนักหรือคิดว่าในระยะยาวแล้ว ประเทศนี้จะเป็นอะไร ผมแค่คิดว่านี่คือประเทศที่จะโตเร็ว อานิสงส์จากการที่ยากจนมากจากภาวะสงครามในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน

เศรษฐกิจที่โตเร็วระดับ 6-7% นั้น ก็น่าจะคล้ายประเทศไทยในช่วง 20-30 ปีก่อน ที่ทำให้คนรวยขึ้นและบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดก็จะมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้บริโภคเติบโตขึ้นจนเอาชนะคู่แข่งได้เด็ดขาด มีรายได้และกำไรสูงมาก ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปเป็นซุปเปอร์สต็อกหมายเลข 1 ได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้หุ้นอย่าง “วีนามิ้ลค์” ที่ขายนมและโยเกิร์ต เป็นหุ้นที่มีขนาด “ใหญ่ที่สุด” ในขณะนั้น

ต่อมาก็เริ่มเห็นหุ้นค้าปลีกโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดคือ “โมบายเวิลด์” ที่เริ่มขยายไปขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและกลายเป็นรายใหญ่ที่สุดอีกเช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังหันไปทำร้านเครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบทันสมัยที่อาจจะกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนเวียดนามที่เปลี่ยนไป และทั้งหมดนั้นก็ทำให้หุ้นโมบายเวิลด์ เป็นหุ้นที่อาจจะกลายเป็น “หุ้นหมายเลข 1” ได้ในสายตาของผม และผมก็ยอมซื้อหุ้นที่มีพรีเมียมสูงถึง 35% ในช่วงเวลานั้น

หลังจากเกิดโรคโควิด-19 เมื่อ 4-5 ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าสถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงประเทศเวียดนามเอง ที่เริ่มมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในโลก อานิสงค์สำคัญจากสงครามการค้าและ “สงครามเย็น” ครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐกับจีนและรัสเซีย

ซึ่งทำให้เวียดนามกลายเป็น “ฐาน” การผลิตที่สำคัญของฝ่ายอเมริกาและโลกเสรี เศรษฐกิจเวียดนามจึงถูกกระทบน้อยและน่าจะกำลังเริ่มเติบโตขึ้นใหม่ในระดับ 6-7% ต่อไปได้อีกเป็น 10 ปีขึ้นไป

การอ่อนตัวลงของการบริโภคในช่วงโควิด-19 เปิดเผยให้เห็นว่าการค้าและการบริโภคภายในประเทศนั้น อาจจะไม่ได้เป็น “หมายเลข 1” ของประเทศ หุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มตกลงมาอย่างแรงแม้ว่าในภายหลังจะดีดตัวกลับได้ แต่หุ้นที่ยังเติบโตแข็งแกร่งกลับกลายเป็นหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศคือ หุ้น FPT ที่รายได้และกำไรไม่ถูกกระทบและก็ยังโตในระดับ 20% อย่างต่อเนื่อง

ผมเองถือหุ้น FPT มานานแล้วในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่เหตุผลที่ถือนั้นน่าจะเป็นเพราะว่าเป็นบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอและมีราคาไม่แพง ค่า PE ประมาณ 12-13 เท่าถ้าผมจำไม่ผิด บริษัทมี Market Cap. ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจหลักของบริษัทก็คือการรับจ้างเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกโดยมีตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาคืออเมริกา ธุรกิจรองลงมาคือพวก IT และอินเตอร์เน็ตในประเทศ และการศึกษา ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยซึ่งเน้นการสอนด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก

ผมไม่รู้ว่าการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกในช่วงเร็ว ๆ นี้ ที่หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่เป็นหุ้นเทคโนโลยีที่ “ครองโลก” ซึ่งรวมถึงหุ้นไมโครซอฟท์ แอ็ปเปิล Nvidia เป็นต้น ปรับตัวขึ้นมหาศาลและสามารถต่อต้านผลกระทบแม้แต่เรื่องของโรคโควิดได้นั้น จะมีส่วนทำให้หุ้น FPT ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นตามกันหรือไม่

แต่หุ้น FPT ก่อนวิกฤตโควิด-19 ในปี 2562 มีราคาเพียงประมาณ 20,000 ด่องหรือเกือบ 30 บาทต่อหุ้น ล่าสุดวันที่ 5 กรกฎาคม 67 ราคาอยู่ที่ 138,700 หรือประมาณ 200 บาท เท่ากับปรับตัวขึ้นประมาณ 6 เท่าหรือเพิ่มขึ้น 600% ในเวลา 5 ปี เฉพาะปีนี้ หุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 60%

พร้อม ๆ กับข่าวที่บริษัทอย่าง Nvidia มาร่วมมือทำธุรกิจแห่งอนาคตเช่น “AI Factory” ด้วยกัน และโครงการอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบ Chip ที่จะทำให้ FPT และประเทศเวียดนามกลายเป็น “ประเทศไฮเท็ค” ในอนาคต

หุ้น FPT ในพอร์ตผมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะต้องจ่ายแพงกว่าปกติจากราคาตลาดเพราะหุ้นมี “Foreign Premium” มันกลายเป็นหุ้นที่ผมมีมากที่สุดในระดับกว่า 40% ของพอร์ตหุ้นเวียดนาม เพราะผมเริ่มสรุปว่า นี่อาจจะเป็น “หุ้นหมายเลข 1” ของเวียดนามในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า

ว่าที่จริง ข้อมูลล่าสุดก็คือ หุ้นเวียดนามที่ใหญ่ที่สุดในช่วงนี้คือหุ้นแบงก์ VCB ที่มี Market Cap. ประมาณ 700,000 ล้านบาท อันดับ 2 คือหุ้นแบงก์ BID ที่ 390,000 ล้านบาท และอันดับ 3 ก็คือ หุ้น FPT ที่ 290,000 ล้านบาท

เหตุผลที่ผมสรุปว่า FPT มีโอกาสที่จะเติบโตกลายเป็นหุ้นอันดับหนึ่งในตลาดหุ้นเวียดนามในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เป็นเพราะประเทศเวียดนามนั้น มีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางด้านไฮเท็คในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

ว่าที่จริงในปัจจุบัน FPT ก็แข่งขันได้อยู่แล้วในเรื่องของการเขียนโปรแกรมและก็สามารถเติบโตได้ เนื่องจากเวียดนามมีบุคลากรด้านนี้ค่อนข้างมากและยังผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านมหาวิทยาลัยของตนเอง

นอกจากนั้น เด็กเวียตดนามมีการศึกษาที่ดีและเน้นในด้านของการเรียนในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากและมากกว่าประเทศที่อยู่ในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันโดยเฉพาะในอาเซียนมาก เครื่องชี้วัดทุกด้านทางการศึกษารวมถึงนักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศของเวียตนามนั้นเหนือกว่าทุกประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ดังนั้น ผมเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เวียดนามน่าจะเป็นประเทศที่มีและใช้เท็คโนโลยีในการทำมาหากินค่อนข้างมากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนั่นก็ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปได้ไกลกว่าและจะไม่ติดกับดักคนชั้นกลางที่จะเกิดขึ้นกับหลายประเทศรวมถึงไทย และถ้าประเทศเวียดนามประสบความสำเร็จในด้านของเทคโนโลยี

แน่นอนว่า FPT ก็จะต้องประสบความสำเร็จเช่นกัน เพราะ FPT วันนี้ แทบจะเป็น “เรือธง” ของเวียดนามในด้านการแข่งขันทางเท็คโนโลยีกับประเทศอื่น

แน่นอนว่าอีก 10 ปี เวียดนามคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทระดับโลกได้ แต่การที่จะ “เกาะกลุ่ม” อยู่ใน “Supply Chain” หรือใช้เทคโนโลยีที่ช้ากว่าบ้างก็น่าจะเป็นไปได้สูง และก็เช่นเดียวกัน อีก 10 ปี เวียดนามก็อาจจะหันไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการเขียนโปรแกรมขาย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร FPT ก็น่าจะเป็นคนทำเสมอ

และทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เป็นการแนะนำให้ซื้อหุ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ราคาหุ้น FPT ปรับตัวขึ้นมามหาศาลคล้าย ๆ กับหุ้น Magnificent 7 ที่คนเข้าไปซื้อในช่วงนี้อาจจะขาดทุนได้ง่าย