“จะมีการเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้มากขึ้น เพื่อมาชดเชยส่วนที่หายไปให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันมีรายได้จากภาษีเครื่องดื่มที่ขยายตัวดีประมาณ 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รวมถึงภาษีสุรา ภาษีเบียร์ ภาษีสนามกอล์ฟ ภาษีสถานบันเทิง ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีงบประมาณ 2567 การจัดเก็บรายได้ของกรมจะเติบโตราว 12-13%” ถ้อยแถลงจาก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อธิบดีกรมสรรพสามิต ในกิจกรรมศึกษาดูงานภายใต้โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนผ่านสื่อมวลชน เมื่อ 4-6 ก.ค.ที่ผ่านมา
ภาษี 3 สินค้าหลักวูบฉุดรายได้
โดยช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 ถึง มิ.ย. 2567 สรรพสามิตเก็บรายได้ภาษีได้กว่า 400,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วกว่า 12% แต่ต้องยอมรับว่ายังต่ำกว่าเป้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการลดภาษีน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กรมสูญเสียรายได้ราว 2.5 หมื่นล้านบาท โดยภาษีน้ำมันมีสัดส่วนราว 40% ของการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ภาษีรถยนต์ก็จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าราว 2.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลดภาษียานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 8% เหลือ 2% ประกอบกับตลาดรถยนต์ที่หดตัวลงอย่างแรง ยอดการผลิตลดลงจากปีก่อนราว 30% ซึ่งภาษีรถยนต์มีสัดส่วน 20% นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการชะลอตัวของภาษียาสูบ ที่ทำให้รายได้หายไปอีกราว 8,000 ล้านบาทด้วย
หนุนอีวีสร้างฐานการผลิตโลก
สำหรับการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมอีวีนั้น “ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ที่เข้ามาเซ็นสัญญาเพื่อรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการ อีวี 3.0 จำนวน 23 บริษัท ซึ่งจะต้องผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567-2568 โดยขณะนี้มีค่ายรถยนต์อีวีที่เตรียมลงทุนในไทยแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท
“ตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมอีวีในไทยให้กลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยค่ายรถยนต์ที่เข้าอีวี 3.0 มีการนำเข้าราว 1 แสนคัน ต้องผลิตชดเชย 1 เท่า”
ทั้งนี้ อีวี 3.0 จะใช้งบประมาณสำหรับจ่ายเงินอุดหนุนราว 1.4 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายไปแล้ว 7,000 ล้านบาท และได้เสนอของบประมาณอีก 7,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอีวี 3.5 ปัจจุบันมีค่ายรถอีวีเข้ามาเซ็นสัญญาแล้ว 8 ราย โดยในส่วนนี้จะได้รับเงินอุดหนุนในระดับที่แตกต่างจากอีวี 3.0
“ปัจจุบันเริ่มเห็นการผลิตรถอีวีในไทยจากค่ายรถยนต์ที่เข้ามาตรการอีวี 3.0 แล้ว ส่วนค่ายรถยนต์ที่เข้ามาตรการอีวี 3.5 นั้น จะต้องเริ่มผลิตรถอีวีตั้งแต่ปี 2569-2570 โดยมาตรการสนับสนุนอีวีของรัฐบาลทั้งหมดจะจบลงในปี 2570”
ศึกษาลดภาษีแบตเตอรี่
“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดแผนส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ ตั้งแต่การตั้งโรงงานผลิตหน่วยเซลล์ (Cell to Module) การผลิตกลุ่มเซลล์นำสร้างโมดูล จากนั้นผลิตหลายโมดูลเพื่อสร้างแพ็กเกจเป็นแท่งแบตขนาดใหญ่วางใต้ท้องรถยนต์ เพื่อส่งเสริมการผลิตอุปกรณ์หลักของรถยนต์ไฟฟ้า ขณะนี้ภาคเอกชนยื่นขอบีโอไอวงเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท
“นับว่าไทยได้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งการดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน การเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า มีค่ายรถยนต์หลายชาติติดต่อเข้ามาสร้างโรงงานในไทยจำนวนมาก จึงต้องคว้าโอกาสนี้”
โดยกรมอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางดึงดูดการลงทุนแบตเตอรี่ คาดว่าอัตราภาษีคงต่ำกว่า 8% หากผลิตแบตเตอรี่มาตรฐาน อึด ทนทาน ใช้นาน ขนาดใหญ่ ก็จะเก็บภาษีน้อย แต่หากผลิตแบตเตอรี่คุณภาพลดลงก็จะเก็บภาษีสูงขึ้น เพื่อใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจ
“ภาษีแบตเป็นหลักเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นอีกโปรเจ็กต์ที่จะศึกษาอย่างละเอียด จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งภายใต้บทบาทใหม่ของกรมสรรพสามิต ที่ทำเรื่อง ESG โดยหากทำเรื่องก็ทําเรื่องอีวีเสร็จ ก็จะทําเรื่องแบตเตอรี่ต่อ โดยจะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาในเร็ว ๆ นี้”
เร่งหาทางออกอุตฯ รถสันดาป
ส่วนรถยนต์สันดาปที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งพิจารณาแนวทางการสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้านั้น เบื้องต้นได้มีการหารือกับค่ายรถยนต์สันดาปแล้ว หลัก ๆ มีการขอลดอัตราภาษี ซึ่งกรมมีเงื่อนไขว่า ต้องสร้างฐานการผลิตในประเทศ การลงทุนที่ต้องคุ้มค่า เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรม และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทย
ชงภาษีคาร์บอนใน 1-2 เดือน
ขณะที่บทบาทในอนาคตระยะยาว คงไม่พ้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยกรมยังเดินหน้าเป็น “กรม ESG” ซึ่งคงต้องเก็บภาษีสิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยที่จะเก็บเป็นฐานภาษีใหม่ วันนี้ทําเกือบจะเสร็จแล้ว 80-90% คือเรื่องภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
“ในช่วง 2 ปีแรก ยืนยันว่าจะไม่ให้กระทบกับประชาชนอย่างแน่นอน ซึ่งตามมาตรฐานโลก เก็บภาษีคาร์บอนอยู่ที่ 0.0027 ตันคาร์บอนต่อลิตร โดยระดับดังกล่าวจะไม่กระทบกับประชาชน และไม่กระทบกับรายได้ของกรม ตอนนี้อยู่ระหว่างเร่งพิจารณารายละเอียดทั้งหมด คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาได้ ภายใน 1-2 เดือนนี้”
เล็งเก็บภาษีบุหรี่ “อัตราเดียว”
นอกจากนี้ ในส่วนสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ “อธิบดีกรมสรรพสามิต” กล่าวว่า อยู่ระหว่างศึกษาปรับโครงสร้างภาษียาสูบ โดยมี 5 เกณฑ์ที่ต้องพิจารณา ได้แก่ 1.รายได้ภาษียาสูบที่ลดลง ซึ่งต้องยอมรับว่า เพราะมีสินค้าทดแทนอย่างบุหรี่ไฟฟ้า 2.ทําอย่างไรให้เกษตรกรผู้ผลิตใบยาได้ประโยชน์ 3.ทําอย่างไรให้รายได้สรรพสามิตไม่ลดลงมากกว่านี้ 4.ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นสากล และ 5.ต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุขหาข้อสรุปการจัดเก็บภาษี
“จากการศึกษาทั่วโลก พบว่ามีเหลืออยู่แค่ 7 ประเทศที่เก็บหลายอัตรา (เทียร์) โดยไทยคือ 1 ใน 7 ที่เป็นหลายเทียร์ ซึ่งสำหรับเราทิศทางชัดเจนอยู่แล้ว ว่าจะเก็บอัตราเดียว แต่ยังไงคงต้องหารือทั้งกระทรวงสาธารณสุข ผู้ประกอบการ เกษตรกร ให้ทุกคนเขาเข้าใจสถานการณ์” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว