Skip to content

ต่างชาติทิ้ง “หุ้น-บอนด์” ประเทศไทย ครึ่งปีแรก 1.8 แสนล้าน

11 ก.ค. 2567 | 06:57น.
ต่างชาติทิ้ง “หุ้น-บอนด์” ประเทศไทย ครึ่งปีแรก 1.8 แสนล้าน

ตลาดทุนไทยครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย. 2567) ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร (บอนด์) เผชิญกับแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกต่อเนื่อง คิดเป็นยอดสุทธิรวมแล้ว 182,545 ล้านบาท แบ่งเป็นการขายสุทธิหุ้นไทย 117,031 ล้านบาท และขายสุทธิบอนด์ไทย 65,514 ล้านบาท (ดูตาราง)

3 ปมต่างชาติเทขายหุ้น-บอนด์

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ประเมิน 3 สาเหตุหลักที่กดดันฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ของไทย ประกอบด้วย 1.การปรับลดประมาณการ (ดาวน์เกรด) อัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย จากระดับ 3% ลงมาเหลือกว่า 2% 2.การดาวน์เกรดกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) จากระดับ 98 บาท/หุ้น ลงมาเหลือ 90-91 บาท/หุ้น และ 3.พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายล่าช้า ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาส 1/2567

ครึ่งปีหลังลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง นายสรพลกล่าวว่า คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโมเมนตัมที่ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะเรื่องของภาคส่งออก การลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว โดยคาดการณ์ช่วงไตรมาส 3-4 จีดีพีจะขึ้นไปที่ระดับ 2.5-3.5% จากระดับ 1.5-2% ในครึ่งปีแรก ซึ่งถือเป็นโมเมนตัมที่ดี

อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 3/2567 ยังลุ้นให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาได้ยาก ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะลากยาวไปประมาณเดือน ก.ย. 2567 จะเป็นตัววัดและเป็นตัวตัดสินเลยว่าฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าหรือไม่ หากในกรณีสถานการณ์เศรษฐกิจมาพร้อม ๆ กับการเมืองที่คลี่คลาย มีโอกาสในไตรมาส 4/2567 จะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาได้

“เชื่อว่าถ้าในเดือน ก.ย. ทุกอย่างมีความชัดเจน คดีทางการเมืองออกมาไม่เป็นลักษณะที่เลวร้าย สถานการณ์ต่าง ๆ จะคลี่คลายและลด Overhang ของตลาดเงินตลาดทุนได้ และทำให้ไตรมาส 4/2567 มีโอกาสเห็นฟันด์โฟลว์”

ขณะเดียวกันในฝั่งสหรัฐอเมริกา มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้งคือ เดือน ก.ย.และเดือน ธ.ค. โดยเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ย. 2567 ซึ่งจะเปิดให้โฟลว์เริ่มมีการหมุนออกจากหุ้นเติบโต (Growth Stock) มาอยู่ในหุ้นคุณค่า (Value Stock) ประกอบกับตอนนี้มูลค่าหุ้น (Valuation) ของหุ้น Growth Stock ทิ้งหุ้นกลุ่ม Value Stock ไปอย่างมีนัยสำคัญ

“เพราะฉะนั้นในฝั่งเอเชียใต้ ซึ่งเป็นหุ้น Value Stock เป็นส่วนใหญ่ ก็มีโอกาสจะเห็นโฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 4/2567 และเชื่อว่าจะไหลเข้าฝั่งตราสารหนี้ด้วย”

ขณะเดียวกันคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้ไว้ที่ระดับ 2.5%

กำไร บจ.โตเด่นบางเซ็กเตอร์

นายสรพลกล่าวต่อว่า ส่วนทิศทางผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ประเมิน EPS ปีนี้ที่ระดับ 90 บาท/หุ้น ซึ่งตอนนี้ลงมาอยู่ในระดับกว่า 91 บาท/หุ้น เชื่อว่าดาวน์ไซด์มีไม่มากแล้ว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไร บจ. ยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเซ็กเตอร์ที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ (Global Play) เช่น ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์, ส่งออกอาหาร, เดินเรือ, โรงกลั่น, ส่งออกยาง เป็นต้น ขณะที่เซ็กเตอร์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ยังค่อนข้างจะเหนื่อย เช่น ธนาคาร, ค้าปลีก, ไฟแนนซ์ เป็นต้น

“ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ในอีก 12 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่บริเวณ 1,450 จุด ส่วนประมาณไตรมาส 3/2567 ให้กรอบบนที่บริเวณ 1,390 จุด และกรอบล่าง 1,280 จุด”

บอนด์อินเดียกระทบชิ่งบอนด์ไทย

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ครึ่งปีแรก เห็นกระแสฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย รวมมูลค่า 65,514 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 1/2567 ขายสุทธิ 34,300 ล้านบาท และไตรมาส 2/2567 ขายสุทธิ 32,214 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และการที่พันธบัตรรัฐบาลของอินเดียได้ถูกรวมในการคำนวณดัชนีตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ของ JP Morgan (GBI-EM) โดยจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเดือนละ 1% เป็นเวลา 10 เดือน ซึ่งเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ 28 มิ.ย. 2567 ไปจนถึงเดือน มี.ค. 2568 จนมีน้ำหนักรวม 10%

“ทาง JP Morgan คาดว่าไทยจะถูกปรับลดน้ำหนักประมาณ 1.60% โดยน่าจะมีฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตราสารหนี้ไทยราว 3,200 ล้านเหรียญ หรือราว 1.2 แสนล้านบาท ดังนั้นจะเป็นอีกหนึ่งผลกระทบสำคัญ ส่วนหนึ่งมาจาก Passive Bond Fund Manager ที่ลงทุนตามดัชนี หรือแม้แต่ Active Bond Fund Manager ที่ขายบอนด์ไทยออกมาก่อนตั้งแต่ที่ดัชนียังไม่ได้ถูกปรับ จึงเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ฟันด์โฟลว์ไหลออกช่วงครึ่งปีแรก”

การเมืองกดดันตลาดผันผวน

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอาจจะยังไม่ได้ดีขึ้นมา ดังนั้น ด้วยพื้นฐานแล้วเห็นภาพเศรษฐกิจไทยแยกออกจากเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน โดยตอนนี้ทุกสำนักดาวน์เกรดตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ลง ทาง EIC หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 2.5% ส่วนทางภาพเศรษฐกิจโลก จึงสะท้อนว่ายังคงเห็นการโยกย้ายเงินไปฝั่งสหรัฐอยู่

“นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมืองซึ่งมองว่าการเมืองนอกประเทศ ใหญ่กว่าการเมืองในประเทศ เช่น การเมืองระหว่างสหรัฐ-จีน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกดดันให้เห็นบรรยากาศความผันผวนในตลาดมีมากขึ้นในอนาคต และตลาดเงินและตลาดทุนจะเป็นเป้าแรกที่จะโดนผลกระทบ”

ลุ้นโฟลว์ไหลเข้า EM

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในช่วงที่เหลือของปี 2567 หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย คาดว่าฟันด์โฟลว์จะไหลเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ฟันด์โฟลว์ยังไหลเข้ามาไม่มาก โดยปีนี้ตลาดมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้งช่วงปลายปี เพราะฉะนั้นฟันด์โฟลว์น่าจะเริ่มไหลเข้าได้ประมาณช่วงปลายปี

และนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ฟันด์โฟลว์ส่วนใหญ่จะไหลเข้าในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ เพราะฉะนั้นยัง Laggard ในส่วนของตลาดหุ้นอาเซียน คงต้องรอจังหวะ รวมทั้งตลาดหุ้นไทยรอผลของมาตรการที่จะเริ่มทยอยส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยและกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่จะเห็นผลชัดเจนในช่วงปลายปี

“แน่นอนภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกของไทย เป็น 2 เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว อย่างไรก็ดีในครึ่งปีหลังคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐ จะเป็นอีกเครื่องยนต์ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยจะเร่งตัวขึ้นปลายไตรมาส 3/2567 ดังนั้น 3 ภาพเมื่อประกอบกัน คาดหวังว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์มีทิศทางที่น่าจะเริ่มทยอยดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากครึ่งปีแรกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปทั้งสิ้น 115,983 ล้านบาท” ดร.ศรพล กล่าว

ตลท. กาง 3 สาเหตุ เงินไหลกลับ

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวต่อว่า การลดอัตราดอกเบี้ยของประเทศทั่วโลก จะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้สภาพคล่องมีมากขึ้น และทำให้มีเงินไหลกลับเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น ประกอบกับหากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ภาครัฐสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ก็คาดว่าจะหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้นตามได้

ทั้งนี้หากประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ของบริษัทจดทะเบียนไทย ค่อนข้างจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในช่วงค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่สร้างความน่าสนใจให้เห็นเงินทุนไหลกลับเข้ามาสู่ประเทศไทยมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

“ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้คือ อัตราดอกเบี้ยโลกลดลง เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว กำไรบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ซึ่งจะสะท้อนให้ราคาของหุ้นในปัจจุบันต่ำ ก็จะมีเงินลงทุนไหลกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซ็กเตอร์ที่มูลค่าหุ้นต่ำ ๆ” ดร.ภากร กล่าว

ส่วนทิศทางกำไรบริษัทจดทะเบียนในงวดไตรมาส 2/2567 ดร.ศรพล กล่าวว่า เชื่อว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะกระจายตัวไปยังเซ็กเตอร์อื่น ๆ นอกจากภาคท่องเที่ยว เพราะเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจเริ่มขยับตัวดีขึ้น โดยในครึ่งหลังปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาแสดงถึงเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว

นอกจากนี้เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้ธนาคารกลางสำคัญในหลายประเทศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลังจากดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมากว่า 3 ปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชาวต่างชาติ ซื้อขายหุ้น