คอลัมน์ : SD TALK ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
เรื่องนี้ผมว่าคนที่เคยเป็นผู้สัมภาษณ์จะต้องเคยเจอผู้สมัครงานที่เวลาตอบคำถามต่าง ๆ จะดูคล่องแคล่วมีประสบการณ์ตรงในงานนั้นมาหลายปี แสดงภูมิรู้ดูว่าเชี่ยวชาญชำนาญงานในตำแหน่งที่สมัครเป็นอย่างดี แถมเคยทำงานในองค์กรใหญ่โตน่าเชื่อถือ ก็เลยรับเข้ามาทำงาน
แต่พอรับเข้ามาแล้วกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนซะงั้น หรือเมื่อเราคุยกับใครก็ตามในเรื่องใด คนคนนั้นก็จะ Present ตัวเองว่าเก่งรอบรู้เชี่ยวชาญชำนาญเรื่องนั้น ๆ จนดูน่าเชื่อถือ แต่พอทำงานด้วยกันไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มเห็นว่าผลงานที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ตอนแรก
นี่แหละครับคือเรากำลังเจอคนที่มีความรู้แบบโชเฟอร์ หรือ Chauffeur Knowledge เข้าให้แล้ว
ที่มาของคำคำนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) มีนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันรางวัลโนเบลชื่อ Max Planck ได้รับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง Quantum Mechanics แต่เนื่องจากแกบรรยายเรื่องเหล่านี้มาหลายแห่ง ซึ่งคนที่เป็นครูบาอาจารย์จะรู้ดีว่าเรื่องที่ตัวเองสอนเป็นเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ สำหรับตัวเอง แต่จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับกลุ่มผู้ฟัง (คนเรียน) อยู่เสมอ ซึ่งอาจารย์ Planck คงจะเหมือนกับอาจารย์อีกไม่น้อยที่อาจจะเบื่อที่ต้องพูดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก
แต่ทุกครั้งที่แกไปบรรยาย แกจะมีคนขับรถตามไปนั่งฟังหลังห้องทุกครั้ง ซึ่งคนขับรถของแกจดจำเนื้อหาการบรรยายได้ทั้งหมด รวมไปถึงลีลาท่าทางระหว่างการสอนได้แทบทุกชอต เพราะดูการสอนกันมาเป็นปี ๆ คนขับรถก็เลยขออาสาว่าจะขึ้นไปพูดหัวข้อนี้แทนอาจารย์ Planck ซึ่งอาจารย์ก็ตกลง
เพราะอยากจะดูผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง อย่าลืมนะครับว่าในปี พ.ศ. 2461 สื่อโซเชียลยังไม่มี การเผยแพร่หน้าตาของบุคคลยังไม่แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้น คนขับรถก็ปลอมเป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลได้แบบสบาย ๆ
ท่านคงเดาเรื่องนี้ได้ถูกใช่ไหมครับว่า ผลลัพธ์การบรรยายเป็นยังไง ?
ใช่แล้วครับ ผู้ฟังชื่นชอบมาก แถมเรตติ้งบรรยายว่าเนื้อหาดีมาก พูดได้เข้าใจ น่าสนใจ และยังบอกว่าวิทยากรเป็นคนให้เกียรติคนทุกชนชั้นอีกต่างหาก เพราะในตอนท้ายวิทยากร (ปลอม) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนถามคำถามที่ยาก ๆ ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบไม่ได้ แต่ก็ตอบผู้เรียนไปว่า “คำถามนี้มีคำตอบแบบง่าย ๆ ที่แม้แต่โชเฟอร์ของผมก็ไขปัญหานี้ได้ ผมขอให้โชเฟอร์ของผมเป็นผู้ตอบนะครับ”
แล้ววิทยากร (ปลอม) ก็ให้ศาสตราจารย์ตัวจริง (ที่สวมบทโชเฟอร์หลังห้อง) เป็นผู้ตอบแบบเนียน ๆ
ถามว่าเราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ ?
1.ระวังอคติแบบ Halo Effect (https://tamrongsakk.blogspot.com/2021/08/7-halo-effect.html) ไม่ควรรีบด่วนสรุปจนเกินไป แต่ควรใช้หลักกาลามสูตรคือ อย่าเชื่อสิ่งใดง่ายจนเกินไป มีสติ หาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนั้นให้ดีว่ามีพื้นเพที่มายังไง มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ มาจริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน หรือแค่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นแบบครูพักลักจำผิวเผิน แต่เอามาคุยฟุ้งสร้าง Profile ให้ดูน่าเชื่อถือ
2.คนที่รู้ลึกรู้จริงจะมีแนวโน้มที่จะยอมรับความไม่รู้ของตัวเอง คือ ไม่ได้พยายามตะแบงสร้างความน่าเชื่อถือว่าตัวเองรู้ไปเสียทุกเรื่อง อะไรที่ตัวเองไม่รู้หรือไม่เคยทำจะบอกตรงไปตรงมาว่าไม่รู้หรือไม่เคยทำ แต่คนที่ไม่รู้จริงมักจะบอกว่าตัวเองรู้ทุกเรื่อง
3.ถ้าไม่มีอคติครอบงำมากเกินไป และสังเกตให้ดีจะพบว่าคนที่รู้แบบท่องจำจากตำรา กับคนที่รู้มาจากประสบการณ์ทำงานตรงมีความแตกต่างกัน
เชื่อว่าเรื่องนี้จะช่วยทำให้ท่านเท่าทันคนประเภท Chauffeur Knowledge มากขึ้นแล้วนะครับ