คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย BYD ที่เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังจากประเทศจีนได้ประกาศลดราคาถล่มทลายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น ATTO 3 ทุกรุ่น โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยการลดราคานี้มีตั้งแต่ 90,000 บาท ไปจนถึง 340,000 บาท
การลดราคาในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ผมได้ค้นข้อมูล บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด จาก Creden Data ซึ่งวัตถุประสงค์ของบริษัทนี้คือ ผลิตและจำหน่ายยานยนต์ชนิดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จดทะเบียนวันที่ 18 สิงหาคม 2565 ในรายงานงบการเงินของปี 2566 แสดงให้เห็นว่ามีรายได้รวมกว่า 37 ล้านบาท ผมเข้าใจว่ารถยนต์ที่ทาง BYD ขายไปก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ผลิตเอง แต่เป็นการนำเข้ามาจากประเทศจีน จึงมีการขาดทุน -63 ล้านบาท ซึ่งบ่งบอกถึงการเติบโตและการลงทุนอย่างหนักในตลาดนี้
จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ BYD ตัดสินใจลดราคารถลงครั้งนี้ น่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้
1.สินค้าจีนล้นตลาด จำเป็นต้องระบายสต๊อก (Subsidize) : ปัจจุบันประเทศจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์สูงมาก มากกว่า 40 ล้านคันต่อปี แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 25 ล้านคัน และตลาดส่งออก 5 ล้านคัน ซึ่งหมายความว่ามีรถยนต์เหลือ Surplus กว่า 10 ล้านคัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือการมีสินค้าคงเหลือเกินความต้องการของตลาด ในการจัดการกับสต๊อกสินค้าที่มากเกินไป ผู้ผลิตจึงต้องลดราคาเพื่อระบายสินค้าและดึงดูดผู้บริโภค ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญเพราะมีมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจ
2.อเมริกาขึ้นภาษี EV จีน ส่งผลกระทบต่อราคา
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศการขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนอย่างกะทันหัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีนมีราคาสูงขึ้นมาก การขึ้นภาษีนี้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไม่สามารถแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศอื่น ๆ ในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ เนื่องจากราคาที่สูงขึ้น การที่ไม่สามารถจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดที่สำคัญเช่นนี้ ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องหาทางระบายสินค้าด้วยการลดราคาในตลาดอื่น ๆ เช่น ประเทศไทย
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ BYD เช่น
“กลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขาย และรักษาส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น”
“ราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลงทำให้ ต้นทุนการผลิตลดลง BYD จึงสามารถปรับลดราคาขายได้”
“การเตรียมการผลิตในประเทศไทย จากข้อมูลที่ระบุว่า BYD มีทุนจดทะเบียนถึง 5,200 กว่าล้านบาท อาจชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเอง แทนที่จะนำเข้าจากประเทศจีน การสร้างโรงงานผลิตในประเทศจะลดต้นทุนการนำเข้าและสามารถแข่งขันด้านราคากับค่ายอื่นได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงอาจเป็นแนวทางการตลาดหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ การคืนกำไรให้ผู้บริโภค”
“การขยายตลาดและการดึงดูดลูกค้า : การลดราคาครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ในการขยายส่วนแบ่งตลาดและดึงดูดลูกค้าใหม่ การทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ถูกลงทำให้ผู้บริโภคที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังลังเลเรื่องราคา สามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น”
นอกจากนี้ยังมี บริษัท บีวายดี ออโต้ คอมโพเนนท์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 3,000 กว่าล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ ดังนั้นการมี 2 บริษัทนี้รวมกันจะสร้างกำลังการผลิตและการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
เมื่อดูฝั่งด้านการผลิตรถยนต์แล้ว ผมจึงนำมาเปรียบเทียบกับบริษัทจำหน่ายรถยนต์ที่ทุกคนคงจะคุ้นหูกันดีอย่าง บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ที่มีรายได้ในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 6 พันกว่าล้านบาท และขึ้นมาอยู่ที่ 40,000 กว่าล้านบาทในปี 2566 โดยมีการเติบโตของรายได้กว่า 578.46% แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว
การลดราคารถยนต์ไฟฟ้าของ BYD อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ แต่ก็อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ราคาก่อนหน้านี้ไป ทำให้มีทั้งประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ และความไม่พอใจจากผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ในราคาที่สูงกว่า
ผู้บริโภคหลายคนแสดงความตื่นเต้นกับการลดราคาครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า
ในทางกลับกัน ผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ BYD ATTO 3 ไปเมื่อไม่นานมานี้ บางส่วนก็แสดงความผิดหวังและรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการลดราคาครั้งนี้
การวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงกลยุทธ์และสถานะของ BYD ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และอาจช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้มากขึ้น