การกลับมาของ “ทรัมป์” สมัย 2 ฤาจะเป็น “ข่าวร้าย” เงินเฟ้อโลก ?
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังเหตุการณ์ลอบสังหาร “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และผู้ชิงประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งปลายปี 2024 นี้ แต่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าจะเป็นแรงหนุนให้ทรัมป์มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากกว่าเดิม หลังจากก่อนหน้านี้หลายโพลบ่งบอกว่าทรัมป์มีคะแนนนำโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากเดโมแครตอยู่แล้ว
ความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นสำหรับการกลับมาของทรัมป์ในสมัยที่ 2 ทำให้นักลงทุนแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งนักลงทุนหุ้นดีใจเพราะนโยบายทรัมป์จะทำให้บริษัทต่าง ๆ มีกำไรมากขึ้น จากการลดภาษีนิติบุคคล การผ่อนคลายกฎระเบียบ ซึ่งจะทำให้บริษัทขนาดเล็กและหุ้นเกี่ยวกับพลังงานได้ประโยชน์ ประกอบกับการคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นที่นิยมไปซื้อหุ้นขนาดเล็กแทน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายของทรัมป์สร้างความกังวลระยะยาวให้กับสุขภาพด้านการคลังของประเทศ เห็นได้จากนักลงทุนตลาดพันธบัตรลดการลงทุนพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากวิตกผลกระทบด้านการคลังอันเนื่องมาจากการลดภาษีและใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งตามการประเมินของ Close Brothers ธนาคารพาณิชย์อังกฤษเชื่อว่าทรัมป์จะกู้เงินเพิ่มอีก 4-5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและกดราคาพันธบัตรลง
ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐเพิ่มขึ้น 11% นับจากการดีเบตระหว่างทรัมป์กับไบเดน ซึ่งผลสำรวจให้ทรัมป์ชนะขาดลอย เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าการลดภาษีและการคาดหมายว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน จะทำให้บริษัทขนาดเล็กน่าสนใจ ในขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ขยับขึ้นเพียง 3.4%
ไบรอัน เจค็อบสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Annex Wealth Management ชี้ว่านักลงทุนมีมุมมองว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเร็ว ซึ่งจะทำให้บริษัทในประเทศได้รับอานิสงส์ เช่นเดียวกับบรรดาเฮดจ์ฟันด์ที่ต่างก็เดิมพันว่าทรัมป์จะชนะด้วยการเข้าไปลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก ทั้งหุ้นพลังงาน และการเงิน เพราะเชื่อว่าน่าจะได้รับผลดีจากนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
ซีเอ็นบีซีรายงานโดยอ้างความเห็นนักวิเคราะห์อีกหลายคน เช่น ไมเคิล เม็ตคาล์ฟ หัวหน้านักกลยุทธ์มหภาคของ State Street Global Markets ที่ระบุว่า หากทรัมป์ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากกว่าสมัยแรกเสียอีก อาจกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก เนื่องจากนโยบาย “อเมริกา เฟิรสต์” ที่จะมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศ และลดภาษีเงินได้ภายในประเทศ
“เมื่อเทียบกับปี 2016 ของทรัมป์สมัยแรก เงินเฟ้อต่ำและความคาดหวังเงินเฟ้อก็ต่ำ แต่ในปี 2024-2025 จะต่างออกไปมาก เงินเฟ้อจะสูงขึ้น เช่นเดียวกับความคาดหวังเงินเฟ้อจะสูงตาม มันจะส่งผลกระทบต่อราคาของสิ่งต่าง ๆ ให้สูงขึ้น ไม่เพียงแต่ในสหรัฐ แต่รวมถึงยุโรปและเอเชียด้วย”
แกเร็ธ นิโคลสัน นักวิเคราะห์ของโนมูระกล่าวว่า เงินเฟ้อสูงอาจลามไปยังเอเชียด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นเอเชียโดยรวม และในภาพใหญ่จะทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกขยับขึ้นตาม และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานภายในเอเชีย จะเห็นว่าขณะนี้บริษัทบางแห่งกำลังอยู่ระหว่างกระจายการผลิตเพื่อบรรเทาผลกระทบไปแล้ว
ขณะที่โกลด์แมน แซกส์ ประเมินว่า หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.1% เพราะการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากทุกประเทศจะส่งผลเสียต่อการค้าโลก
โดยปกติแล้วการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในอัตราสูงจะถูกมองว่าเป็นเหตุให้เกิดเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ สูงขึ้น สุดท้ายภาระจะไปตกที่ผู้บริโภคซึ่งต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะเดียวกัน การลดภาษีเงินได้จะเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายของผู้บริโภค ผลสุดท้ายจะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ สูงขึ้น
ทั้งโจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างส่งสัญญาณว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมากขึ้นถ้าชนะเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ว่าเงินเฟ้อภายใต้การบริหารของทรัมป์จะสูงขึ้น เพราะนโยบายปกป้องการค้าที่แข็งกร้าว ส่วนเงินเฟ้อภายใต้โจ ไบเดน ส่วนใหญ่จะเกิดจากการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ