Skip to content

จับตา “จีน” ผงาด ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก

03 ส.ค. 2567 | 15:41น.
จับตา “จีน” ผงาด ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับประมาณการเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2567 จากเดิม 7.5 ล้านตัน เป็น 8.2 ล้านตัน มูลค่า 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยพบว่าการส่งออกในครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2567) มีปริมาณ 5.08 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 25.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่า 3,304 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ชนิดข้าวที่ส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวขาว มีปริมาณ 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 40.7% ข้าวหอมมะลิ 6.5 แสนตัน เพิ่มขึ้น 17.3% ข้าวหอมไทย 1.8 แสนตัน เพิ่มขึ้น 9.7% ข้าวเหนียว 8.6 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 8.2% โดยข้าวที่ส่งออกลดลง คือ ข้าวนึ่ง ปริมาณ 5.1 แสนตัน ลดลง 22.8%

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีแรกสดใส การส่งออกเติบโตทั้งปริมาณเพิ่มขึ้น 50% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และมั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกข้าวก็ยังเป็นไปในทิศทางที่ดี และน่าจะได้ตามเป้าหมายที่มีการประเมินไว้แน่นอน และหากสามารถส่งออกได้มากกว่าเป้าหมาย 8.2 ล้านตัน ก็ถือว่าเป็นโบนัสของการส่งออกข้าวไทยในปีนี้

ขณะที่ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปีนี้มีโอกาสที่ไทยจะส่งออกข้าวได้ถึง 8.5-9 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่ 8.2 ล้านตัน หากเฉลี่ยการส่งออกข้าว 6 เดือนจากนี้ ไม่ต่ำกว่า 600,000-700,000 ตัน ภาพรวมการส่งออกข้าวปีนี้ก็จะเกิน 8.5 ล้านตันแน่นอน ปัจจัยบวกจากอานิสงส์ที่อินเดีย ยังห้ามการส่งออกข้าวขาว รวมทั้งความต้องการข้าวในหลายประเทศยังมีอยู่สูง เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และยังพบว่าเม็กซิโกและบราซิล เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งก็มีการนำเข้าข้าวจากไทย

ลุ้นอินเดียส่งออก-ลานีญาครึ่งหลัง

นายชูเกียรติมองแนวโน้มในครึ่งปีหลัง ไทยยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายของอินเดียว่าจะมีมาตรการผ่อนคลายห้ามส่งออกข้าวหรือไม่ คาดว่าจะชัดเจนในไตรมาส 4 ซึ่งหากอินเดียส่งออก ประเมินว่าอาจจะมีการเก็บภาษีส่งออกด้วย ซึ่งระดับราคาข้าวอินเดียยังถูกกว่าไทยและเวียดนาม การที่มีโอกาสอินเดียกลับมาส่งออกข้าวอาจจะเป็นผลได้รับแรงกดดันภายใน รวมไปถึงสต๊อกข้าวสูงขึ้น คาดว่าตอนนี้อยู่ที่ 50 ล้านตัน

นอกจากนี้ ปัจจัยในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังคงให้ความสำคัญ หากมีความผันผวนก็จะมีผลกระทบต่อราคาข้าวไทยในตลาด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ รวมไปถึงเรื่องของต้นทุนค่าขนส่งซึ่งเทียบกับเวียดนามแล้ว ไทยยังสูงกว่าอยู่มาก

ขณะที่ ร.ต.ท.เจริญสะท้อนถึงปัจจัยที่น่าเป็นห่วงการส่งออกข้าวไทยในปลายปีนี้จนถึงปี 2568 ว่าปีนี้ฝนตกเยอะจากปรากฏการณ์ลานีญา มีปริมาณน้ำมาก ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา รวมไปถึงอินเดีย ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวจะทำให้มีปริมาณผลผลิตเยอะไปจนถึงปีหน้า ส่วนจะมีปัญหาน้ำท่วมหรือไม่ยังคงต้องรอการประเมินอีกครั้ง

“พันธุ์ข้าว” จุดอ่อนไทย

ร.ต.ท.เจริญยังระบุว่า ตลาดข้าวไทยที่ยังคงน่าห่วงเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพราะในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียตลาดข้าวให้กับเวียดนามที่ราคาถูกกว่าสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดฟิลิปปินส์ไปได้ หรือตลาดข้าวนึ่งในแอฟริกาที่อินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากไทยเป็นล้านตัน ทำให้ปัจจุบันไทยส่งออกได้เพียง 4-5 แสนตัน บางส่วนก็นำเข้าจากปากีสถาน เพราะราคาข้าวถูกกว่าไทย

ที่ผ่านมาเวียดนามมีการพัฒนาความหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวนุ่มจนเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ และยังพบว่ารัฐบาลเวียดนามเอง เปิดทางให้มีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศซึ่งภาษี 0% โดยข้าวที่นำเข้ามาจะใช้บริโภคภายในประเทศ และข้าวที่มีการเพาะปลูกก็จะผลักดันส่งออกด้วย

ขณะที่ไทยยังขาดการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ตลาดต้องการ แม้จะรับรองข้าวใหม่ 10 สายพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม ส่วนพันธุ์ข้าวที่มีบางชนิดเริ่มลดการปลูก เช่น กข 79, ข้าวหอมปทุม เพราะใช้เวลาปลูกนาน 4 เดือน เกษตรกรจึงหันไปเพาะปลูกพันธุ์ข้าวอื่นที่ใช้เวลา 3 เดือนแทน และพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิภาคอีสานแปรเปลี่ยนไปปลูกข้าวชนิดอื่น ซึ่งมีผลต่อตลาดส่งออก

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้อง “แก้ไขกฎหมาย” ให้มีการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศมาพัฒนาที่ต้องใช้เวลาขออนุญาตนานนับปี

“เราอย่ามองว่าข้าวไทยดีแล้ว เพราะปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมในตลาดเลย ไทยต้องยกระดับสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลแก้ไข อย่าใช้งบฯไปในทิศทางที่ไม่เกิดประโยชน์ รวมไปถึงหาแนวทางช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว และมองว่าโครงการปุ๋ยคนละครึ่งยังไม่สามารถช่วยชาวนาได้เต็มที่”

จีนจ่อขึ้นแท่นบิ๊กส่งออก

จุดที่น่าสนใจอีกด้านคือ มีแนวโน้มว่าจีนมีโอกาสจะกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 8 มียอดส่งออก 1.6 ล้านตันในปี 2566 แต่ขณะนี้พบว่า จีนได้นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการเพาะปลูกข้าวมากขึ้น ทั้งยังพัฒนาพื้นที่ชลประทาน ทำให้หลายพื้นที่ในจีนเริ่มปลูกข้าวได้ และยังพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นิยมรับประทานข้าวในประเทศมากกว่าเพราะราคาถูกกว่าข้าวนำเข้า ปริมาณสต๊อกข้าวในประเทศจีนยังสูงถึง 100-120 ล้านตัน ซึ่งมีปริมาณสต๊อกมากที่สุด จากอดีตที่มีสต๊อกข้าวเพียง 30 ล้านตัน รวมไปถึงสต๊อกพืชเกษตรตัวอื่น ๆ ด้วย

“อนาคตมองว่า จีนจะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ได้ ถ้าหากรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมที่ดีและผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าห่วงคงจะเป็นเรื่องของชาวนาไทย ราคาข้าวเปลือกในประเทศ หากไม่มีการพัฒนาอะไรเลย ซึ่งพบว่าไทยยังมีจุดอ่อนในหลายด้าน ทั้งค่าขนส่งแพง ราคาข้าวสูงกว่าคู่แข่ง ค่าแรงสูง อาจจะทำให้การแข่งขันข้าวไทยในอนาคตลดลงต่อเนื่อง พร้อมทั้งอันดับการส่งออกข้าวไทยในตลาดโลก ตกมาอยู่ที่อันดับ 3, 4, 5 ก็ได้”

จีนผลิตเบอร์ 1 โลก

ด้าน นายสมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา หรือ USDA คาดการณ์ว่า ในปี 2567 อินเดียยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ปริมาณ 17 ล้านตัน รองลงมาคือ ไทย 8.5 ล้านตัน และเวียดนาม 8.3 ล้านตัน แต่คาดการณ์ว่า ปี 2568 อินเดียผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก จะส่งออกข้าวเพิ่มเป็น 18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่ไทยส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน ลดลง 11.8% เวียดนาม 7.5 ล้านตัน ลดลง 9.6%

“จีนมีสัญญาณเติบโตปี 2568 คาดว่าผลผลิตจะมีปริมาณ 146 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1% จากปีนี้ที่มี 144.6 ล้านตัน ถือเป็นผู้ผลิตสูงสุด รองลงมาคือ อินเดีย ปริมาณ 138 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีนี้ 137 ล้านตัน บังกลาเทศ 38 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีนี้ 37 ล้านตัน อินโดนีเซีย 34 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีนี้ 33 ล้านตัน เวียดนามทรงตัว 27 ล้านตัน และไทยทรงตัว 20.10 ล้านตัน เป็นที่น่าจับตาว่าการค้าข้าวโลกจะเปลี่ยนอย่างไร หากไทยยังขาดการพัฒนา เพิ่มพันธุ์ข้าว อาจจะส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดข้าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องมีการร่วมกันแก้ไขเพื่ออนาคตตลาดข้าวไทย”