คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ราคาทองคำในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหลุดแนวรับสำคัญ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้มีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ การประชุมเฟดเดือนมิถุนายน การประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์การเมืองสหรัฐและอิหร่าน
ประเด็นเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน จะเป็นแรงฉุดทองคำ
การประชุมเฟดในวันที่ 12-13 มิถุนายนคาดว่าเฟดจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.25% มาสู่ระดับ 1.75%-2.00% ซึ่งนับว่าเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากที่เฟดได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม ทั้งนี้ข้อมูล CME GROUP สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนมิถุนายน เดือนกันยายน และเดือนธันวาคม รวมเป็น 4 ครั้งในปีนี้ มากกว่าที่เฟดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ก็ปรับตัวขึ้นสูงขึ้นแตะ 3.129% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 7 ปี ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่คาดว่านักลงทุนได้คาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดล่วงหน้าแล้ว
อีกประเด็นจับตาการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ
การประชุมสุดยอดผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จอง-อึน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายนที่สิงคโปร์ โดยสหรัฐยังคงเน้นย้ำจุดยืนให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยสหรัฐเสนอฟื้นฟูเศรษฐกิจเกาหลีเหนือเพื่อแลกกับการที่เกาหลีเหนือยุติโครงการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ ในกรณีที่เกาหลีเหนือยอมบรรลุข้อตกลงการยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้นอาจจะส่งผลให้เกิดแรงเทขายทองคำออกมาบ้าง แต่คงไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีไม่ได้เป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในปีนี้แต่อย่างใด สำหรับสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังคงมีความไม่แน่นอน หากเกาหลีเหนือประกาศยกเลิกการประชุมระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือนั้น ก็จะกลายเป็นการสร้างความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง
ส่วนประเด็นการประกาศคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่เป็นตัวชนวนความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่า สหรัฐจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน พร้อมกับสหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุด ซึ่งสร้างความไม่พอใจของทางฝั่งยุโรป ทั้งนี้อิหร่านเริ่มดำเนินโครงการนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อกว่า 56 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายในสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าอิหร่านลักลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และสนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่อิหร่านก็ยังคงเดินหน้าสร้างระเบิดนิวเคลียร์ จนกระทั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในปี 2558 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างมาก ทำให้อิหร่านต้องหันเข้าสู่โต๊ะเจรจากับกลุ่มชาติมหาอำนาจ ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย จีน และเยอรมนี และในที่สุดอิหร่านก็ยอมลงนามในข้อตกลงแผนปฏิบัติการร่วมที่สมบูรณ์แบบในระยะยาว (JCPOA) เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ทั้งนี้การที่สหรัฐประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่านครั้งนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที แต่จะมีเวลาในการทบทวนราว 90-180 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อรองกันอีกครั้งก็ตาม แต่ทุกการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นที่น่าจับตามอง
เนื่องจากมีผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกด้วย ซึ่งความผันผวนในตลาดน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้นพลังงาน รวมถึงสร้างความผันผวนในตลาดทองคำเช่นกัน
แนวโน้มราคาทองคำทางด้านเทคนิคเป็นขาลง หลังจากหลุดแนวรับสำคัญ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยคาดจะเคลื่อนไหวแบบ sideways down โดยระยะสั้นทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 1,270 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,250 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนแนวต้าน 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ คาดจะเป็นแนวต้านแข็งแกร่งระยะสั้น แต่ถ้าผ่านขึ้นไปได้ราคาทองคำจะกลับเป็นขาขึ้นได้ และมีแนวต้านที่ 1,325-1,330 ดอลลาร์/ออนซ์