บลจ.อเบอร์ดีน อัพเป้า SET สิ้นปี‘67 ทะลุ 1,500 จุด เศรษฐกิจไทยฟื้น-วายุภักษ์หนุน
บลจ.อเบอร์ดีนปรับเพิ่มเป้า SET สิ้นปี 2567 ทะลุ 1,500 จุด รับปัจจัยบวกนโยบายรัฐบาล เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เม็ดเงินก้อนใหม่จากกองทุนวายุภักษ์หนุน แนะลงทุน กลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีกรายใหญ่-คอนซูเมอร์-ไฟแนนซ์
วันที่ 6 กันยายน 2567 นางสาวดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ มีทิศทางขาขึ้น โดยมองเป้าหมาย SET Index ปลายปี’67 ที่ 1,500-1,530 จุด จากเดิมมองไว้ที่ 1,360-1,450 จุด โดยให้แนวรับสำคัญใหม่ที่ 1,270 จุด ซึ่งเคยเป็นจุดต่ำสุดเดิม
การปรับเป้าหมายใหม่ของ SET Index ปลายปีนี้อยู่บนสมมุติฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ 90 บาท/ห้น P/E 15 เท่า ได้รับปัจจัยบวกทั้งนโยบายรัฐบาล เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เม็ดเงินก้อนใหม่จากกองทุนวายุภักษ์
โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ทั้งปี’67 คาดว่าผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) จะเติบโตราว 2.7% ซึ่งยังไม่รวมนโยบายดิจิทัลวอลเลต เชื่อว่าภาคท่องเที่ยวยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 33-35 ล้านคน แต่หลังจาก 8 เดือนแรกเข้ามาแล้ว 23 ล้านคน และกำลังจะเข้าไฮซีซั่นไตรมาส 4 นี้ จึงมีโอกาสที่จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจะเพิ่มเป็น 36-37 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามา 60-70% จากช่วงก่อนโควิด
ส่วน EPS ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 10% โดยครึ่งปีแรกเติบโตราว 5% YOY จึงคาดว่าในครึ่งหลังปีนี้กำไรน่าจะเติบโต Double Digit โดยในไตรมาส 2/67 กำไร บจ.เติบโตได้ถึง 17% YOY ซึ่ง Sector ที่เติบโตดี ได้แก่ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน ค้าปลีก และขนส่ง
“สำหรับความชัดเจนการเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุนวายุภักษ์ 1-1.5 แสนล้านบาท เป็นวงเงินค่อนข้างใหญ่ และสามารถมาชดเชยกับการที่ต่างชาติขายหุ้นไทยออกไป (Net Sell) ราว 1.2 แสนล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินใหม่ของกองทุนวายุภักษ์จะเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้”
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตตามที่ตั้งเป้าไว้ ก็ยังมีตัวช่วยสำคัญ คือ แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมองว่าใน 6 เดือนข้างหน้าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% มาที่ 2% ในช่วงสิ้นปี’67 โดยขณะนี้เหลือการประชุม กนง.อีก 2 ครั้ง ส่วนสิ้นปีคาดว่าจะปรับลดครั้งละ 0.25%
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ช่วงที่เหลือของปีนี้ Sector ที่มองว่าจะเติบโตได้ดี ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่ม Domestic Link อาทิ ค้าปลีกรายใหญ่ อย่าง CPALL, CPAXT และ Consumer Finance ส่วนกลุ่มโรงแรม ปรับลดน้ำหนักลงเป็น Neutral เพราะหากบริษัทนั้นมีหนี้ต่างประเทศมากก็มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเงินสกุลต่างประเทศอ่อนค่าลง หรือการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายและอาจขาดทุนในช่วงแรก