“ออสสิริส” เปิดตัว “เงินแท่ง” เพิ่มทางเลือกการลงทุนใหม่ รายแรกของไทย ชี้เข้าถึงง่ายกว่าทองที่แพงขึ้นมาก ลงทุนเริ่มต้นบาทละไม่ถึง 1,000 บาท เชื่อมูลค่าโตได้ต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่ “ฟินโนมีนา” ชี้ทองยังน่าลงทุนกว่า ทั้งมุม “สภาพคล่อง-ความน่าเชื่อถือ” ฟากผู้ค้าทอง “แม่ทองสุก-วายแอลจี” ระบุในไทยยังไม่น่าลงทุน เหตุซื้อขายเงินต้องเสีย VAT 7% ไม่เหมือนในต่างประเทศ
นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด (Ausiris) เปิดเผยว่า ออสสิริส ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์โลหะเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนักเริ่มต้น 1 บาท (15.2 กรัม) ซึ่งเป็นน้ำหนักที่คุ้นเคยสำหรับผู้ที่เคยลงทุนทองคำ แต่จะมีราคาถูกกว่ามาก โดยเริ่มต้นลงทุนไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงยังมีเงินแท่งน้ำหนัก 5 บาท, 10 บาท, 100 กรัม และ 1 กิโลกรัม เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุน

“กลุ่มเป้าหมาย จะเป็นลูกค้าที่เน้นการลงทุนระยะยาวและการสะสมมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น ซึ่งมั่นใจว่าจุดเด่นของเงินแท่งจะตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนกลุ่มนี้ที่มองถึงศักยภาพในการรักษาและเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ในอนาคต และเชื่อว่าราคาจะไม่เสื่อมค่าลงแน่นอน”
ทั้งนี้ ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกสนใจลงทุนโลหะเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเงินยังเป็นสินทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่าทองคำและหายากกว่า โดยโลหะเงินมีมูลค่าที่แตกต่างจากทองคำอยู่ประมาณ 83 เท่า หรือถ้าเฉลี่ยย้อนหลัง 1-2 ปี จะอยู่ประมาณ 80-90 เท่า
“ในอดีตรายได้ของประชาชนเข้าถึงทองคำได้ง่าย พ่อค้า แม่ค้า คนใช้แรงงาน สามารถซื้อทองคำได้ แต่ปัจจุบันราคาทองขึ้นสูงไปถึงบาทละ 40,000 บาท จับต้องได้ยากขึ้น การลงทุนเงินแท่ง จึงน่าสนใจ”
โดยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตั้งแต่ต้นปี 2567 พบว่า ราคาโลหะเงินตลาดโลกปรับขึ้นราว 36.7% จาก 23.78 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ไปสู่จุดสูงสุดของปีที่ 32.51 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
“ส่วนราคาโลหะเงินในประเทศ ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นราว 43.98% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน จาก 26,308 บาทต่อกิโลกรัม ไปสู่จุดสูงสุดของปีที่ 37,877 บาทต่อกิโลกรัม”

นายบุญเลิศกล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำและโลหะเงินเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ Gold to Silver Ratio ปัจจุบันอยู่ที่ 89 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 80 เท่า บ่งบอกว่าโลหะเงิน ยังมีราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับราคาทองคำ โดยเงินเป็นโลหะที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
“ความต้องการใช้โลหะเงินในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสในอนาคตที่สูง”
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวว่า เริ่มมีลูกค้าสอบถามข้อมูลในการลงทุนเงินแท่ง (Silver) เข้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้เยอะมาก และ มองว่าการลงทุนในทองคำยังน่าสนใจกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องในการซื้อขาย เก็บสะสมได้เหมือนกัน และนักลงทุนมองว่ามีความน่าเชื่อถือที่มากกว่าเงิน
ด้าน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) กล่าวว่า การลงทุนเงินแท่งยังไม่เป็นที่นิยมและไม่แนะนำ เนื่องจากต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% นอกจากนี้ การซื้อขายก็ไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีผู้รับซื้อคืน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการขายให้กับโรงงานโดยตรง
“การขาย Silver ที่ถูกต้องในประเทศไทยต้องขายให้กับโรงงานเท่านั้น ขณะที่การลงทุนเงินแท่งยังไม่มีสภาพคล่อง และการซื้อขายต้องเสีย VAT 7% ตัวอย่าง บาทละ 20,000 บาท ต้องเสีย VAT ไปแล้ว 1,400 บาท แบบนี้คงไม่ซื้อ”

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า การลงทุนเงินแท่งในไทยยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องเสีย VAT กำไรจะไม่ได้มาก แต่ในตลาดต่างประเทศจะน่าสนใจ เพราะได้กำไรสูงกว่าทองคำ จากการลงทุนด้วยเม็ดเงินที่น้อยกว่า เพียงแต่ว่าตลาดในประเทศไทยยังไม่เอื้อ
“นักลงทุนที่เป็นกองทุนจะชอบลงทุน Silver มากกว่าทองคำด้วย เพราะเปอร์เซ็นต์พอ ๆ กัน แต่มูลค่าของเงินต่ำกว่า แต่สาเหตุที่ไม่มีในไทย เพราะต้องจ่าย VAT แต่ในตลาดต่างประเทศเทรดกันค่อนข้างเยอะ ทั้งนี้ YLG มีการลงทุน YLG Bullion Singapore ที่ลงทุนใน Silver หากนักลงทุนสนใจ แต่เปิดให้แค่ลงทุนสำหรับนิติบุคคล จึงยังไม่มีนักลงทุนถามมาแบบส่วนตัว”