เครดิตสกอริ่ง มีไว้ทำไม ?
Credit Scoring
คอลัมน์ : Smart SMEs ผู้เขียน : สิทธิกร ดิเรกสุนทร บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่เคยใช้บริการสินเชื่อ อาจจะเคยได้ยินชื่อ “เครดิต สกอริ่ง” (Credit Scoring) มาบ้าง แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยขอสินเชื่อ อาจสงสัยว่า “Credit Scoring” คืออะไร มีไว้ทำไม และมีประโยชน์อย่างไร ?
“Credit Scoring” คือคะแนนความน่าเชื่อถือที่เป็นผลรวมการประเมินของลูกค้ารายหนึ่งรายใดว่ามีโอกาสที่จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อไว้ โดยประเมินจากประวัติการก่อหนี้ และพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตผ่านแบบจำลองทางสถิติ ซึ่งเป็นเครื่องมือการประเมินสุขภาพทางการเงินของผู้ที่จะขอสินเชื่อ
โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้เป็นเกณฑ์คะแนน (Score Range) ในการประเมินประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เริ่มจากการกำหนดระดับความเสี่ยงผู้ขอสินเชื่อ (Risk Grade) ตั้งแต่ระดับความเสี่ยงน้อยไปจนถึงเสี่ยงมาก
การวิเคราะห์สินเชื่อผ่านแบบจำลอง “Credit Scoring” ประกอบด้วย 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ 1.ตัวผู้กู้ (Character) ดูจากลักษณะนิสัย ความชำนาญ ประสบการณ์ ความน่าเชื่อถือ ฐานะการเงิน และประวัติการชำระหนี้
2.เงินลงทุนของผู้กู้ (Capital) ดูจากสัดส่วนเงินลงทุนของตัวผู้กู้เทียบเป็นสัดส่วนหนี้ต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio)
3.ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) โดยจะดูจากรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย กำไร กระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการชำระหนี้
4.หลักประกัน (Collateral) ทั้งสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง การมีผู้ร่วมกู้ หรือมีบุคคลค้ำประกัน
5.เงื่อนไขอื่น ๆ (Condition) เช่น นโยบายการให้สินเชื่อ เงื่อนไข และข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ของแต่ละสถาบันการเงิน ก็จะมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดที่แตกต่างกันไป
“Credit Scoring” แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม A-Score (Application Score) ใช้ประกอบการพิจารณาคุณภาพเครดิตของลูกค้ารายใหม่ที่มาขอสินเชื่อ
2.กลุ่ม B-Score (Behavioral Score) ใช้ติดตามความเสี่ยงและคุณภาพด้านเครดิตของลูกค้าปัจจุบัน เพื่อประกอบการพิจารณาต่ออายุ และการบริหารพอร์ตสินเชื่อ
3.กลุ่ม C-Score (Collection Score) ใช้ในการจัดลำดับการติดตามลูกค้าหรือลูกหนี้ที่ชำระล่าช้า เพื่อใช้กำหนดกลยุทธ์การติดตามทวงถามหนี้
จะเห็นว่ากลไกของ “Credit Scoring” ช่วยให้ผู้กู้สามารถประเมินสุขภาพทางการเงินของตนเอง และทำให้สถาบันการเงินสามารถจัดแบ่งลูกค้าตามความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ลดต้นทุนด้านเครดิตทางการเงิน (Credit Cost) ผ่านกลไกการคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-based Pricing) เพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และการพัฒนาประสิทธิภาพทางการตลาด (โดยใช้ฐานข้อมูลของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ)
ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดหนี้เสียของสถาบันการเงินภายใต้การอนุมัติสินเชื่อบนมาตรฐานเดียวกัน เพิ่มโอกาสและการยกระดับรูปแบบการเข้าถึงสินเชื่อบนระบบสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending)
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs “Credit Scoring” คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยย้ำเตือนสุขภาพทางการเงินให้ SMEs เพื่อการขอสินเชื่อ และเป็นแนวทางสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
บสย.ได้พัฒนาเครื่องมือแบบจำลอง “Credit Scoring” จากข้อมูลทางการเงินที่ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อตลอดระยะเวลา 33 ปี มาใช้ในการพิจารณาอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ
ทั้งในระดับ SMEs นิติบุคคล/บุคคลธรรมดา และระดับรายย่อย Micro SMEs เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องและขาดหลักประกันสามารถติดต่อขอรับคำแนะนำการเข้าถึงสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินไปพร้อมกับการพิจารณาการค้ำประกันสินเชื่อ Credit Guarantee ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน บสย. F.A. Center
ผู้ประกอบการ SMEs สามารถตรวจสุขภาพทางการเงินได้ตลอด 24 ชม. บนช่องทาง LINE @TCGFirst และหากพบว่าสุขภาพทางการเงินอ่อนแอ สามารถลงทะเบียนนัดหมายที่ปรึกษาทางการเงินของ บสย. เพื่อรับการปรึกษาทางการเงิน หรือแก้หนี้ในลักษณะหมอหนี้ได้ฟรี