เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทุนภูธร “ท่าช้าง” เชียงใหม่ เล็งโกอินเตอร์-บุกตลาดหุ้นสิงคโปร์

26 ก.ย. 2567 | 11:18น.
Thachang

Thachang

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

“ท่าช้าง” เป็นโลคอลแบรนด์ (Local Brand) ของกลุ่มทุนเชียงใหม่ในธุรกิจสถานบันเทิง ผับบาร์ จัดอยู่ในธุรกิจแถวหน้า Top 3 ของเชียงใหม่ ที่มีรายได้รวม 6 สาขาต่อปีมากกว่า 200 ล้านบาท ถือว่าเติบโตแบบสวนกระแส ด้วยการขยายสาขามากถึง 5 สาขาภายในระยะเวลา 3 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ บางแสน และแพร่ โดยเฉพาะการบุกลงทุนสู่ย่านใจกลางเอกมัย กทม.

นับเป็นความท้าทายของแบรนด์ท้องถิ่นที่จะเข้ามาเจาะดีมานด์คุณภาพสูงในเมืองกรุง ซึ่งจุดนี้ถือเป็นก้าวรุกสู่การเป็นอินเตอร์แบรนด์ของ “ท่าช้าง” ภายในปี 2568 “วมินทร์ ประกอบสุข” CEO บริษัท ช้าง สยาม กัมปนี จำกัด ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนงานและกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ “ท่าช้าง”

เริ่มต้นด้วยเงิน 2 หมื่นบาท

วมินทร์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ “ท่าช้าง คาเฟ่” เชียงใหม่ เกิดจากการโดนเลย์ออฟในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จากพนักงานกราฟิกดีไซน์ของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นคนตกงานในปี 2543 จึงต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง ใช้ความเชี่ยวชาญงานกราฟิก ออกแบบเสื้อยืดและนำไปขายที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ถนนราชดำเนิน) และขยายตลาดไปอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝังตัวเป็นพ่อค้าขายเสื้อยืดในเมืองปายเกือบ 3 ปี และตัดสินใจกลับเชียงใหม่ เพราะรายได้จากการขายเสื้อยืดอย่างเดียวไม่เพียงพอ

พิจารณาจากตัวเองที่เป็นสายดื่ม สายแฮงเอาต์ จึงมาลงตัวที่การเปิดร้านคาเฟ่กลางคืนที่เจเจ มาร์เก็ต เชียงใหม่ ถนนอัษฎาธร เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ “ท่าช้าง คาเฟ่” ในปี 2549 ด้วยเงินลงทุน 20,000 บาท เป็นคาเฟ่บนลานโล่งริมถนน

ร้านเหล้าเล็ก ๆ เพียง 7 โต๊ะ เอาเสื้อยืดมาวางขาย เอารถโฟล์คมาจอดเป็นองค์ประกอบเด่นของร้าน ไม่มีโปรโมชั่นเครื่องดื่ม ไม่มีดนตรีสด ใช้วิธีเปิดเพลงแผ่นซีดี พอถึงเวลาปิดร้านก็ยกของใส่รถออกไป ตอนเย็นก็ยกมาวางใหม่

ช่วงแรกที่เปิดร้าน ตนและน้อง ๆ ทีมงานต้องนั่งกันเองให้ดูเหมือนมีลูกค้าเยอะ ๆ ต่อมากิจการได้รับการตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเซ้งตึกแถวที่อยู่ใกล้เคียง เพิ่มจำนวนโต๊ะเป็น 15 โต๊ะ เป็น 50 โต๊ะ จนถึง 70 โต๊ะ เมื่อหมดสัญญาเช่าร้านเดิม

จึงขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในปี 2562 สร้าง “ท่าช้าง คาเฟ่” บนถนนรัตนโกสินทร์ ให้เป็นแลนด์มาร์ก เช่าพื้นที่ 3 ไร่ ลงทุนก่อสร้างกว่า 70 ล้านบาท มี 100 โต๊ะ รวม 400 ที่นั่ง มีทั้งโซน Indoor และ Outdoor สามารถจุคนได้มากกว่า 2,000 คน โดยในช่วงระหว่างปี 2559-2562 ท่าช้าง คาเฟ่ เชียงใหม่ มีรายได้เฉลี่ยต่อปีราว 200-300 ล้านบาท

ท่าช้าง คาเฟ่ เป็นร้านนั่งชิล นั่งดื่ม ฟังเพลง พบปะสังสรรค์ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา คนทำงาน ซึ่ง Magnet ของท่าช้าง คาเฟ่ คือเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ “บักเก็ต” (Bucket) เป็นเหล้าสูตรเฉพาะของทางร้าน ผสมแบบค็อกเทลซิกเนเจอร์ ใช้มะนาวสด โซดาเปิดใหม่ ของทุกอย่างต้องใหม่สด มิกซ์ส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าที่มาท่าช้างแล้วต้องสั่ง

และอีก Magnet คือ การเปิดเพลง ช่วงกลางคืนเปิดเพลงเร็ว เพลงไทย ไทยลูกทุ่ง เพลงมีความเป็นวาไรตี้มากขึ้น ส่วนดนตรีสด-คอนเสิร์ต จะมีเป็นช่วงโอกาส อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ การบริการที่รวดเร็ว โดยลงทุนเกือบ 1 ล้านบาท นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสั่งเครื่องดื่ม อาหาร ระบบเก็บโต๊ะ เน้นความรวดเร็ว ใส่ใจลูกค้าทุกรายละเอียด

Thachang

โควิดมา ทุกอย่างหยุด

วมินทร์บอกว่า จากการขยายร้านปี 2562 เปิดได้เพียง 1 ปี ก็เจอโควิด ตั้งแต่ปี 2563 ทุกอย่างหยุดชะงัก ไม่มีรายได้ แต่ไม่ไล่พนักงานออก จ่ายเงินเดือนเต็ม 200 คน เป็นเวลา 1 ปีกว่า ๆ โดยให้พนักงานมาทำความสะอาดร้าน ขายข้าวแกง ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ขายน้ำพริก ส่งดีลิเวอรี่ หลังจากนั้นลดเงินเดือนลง 50% โดยจ่ายเงินเดือนพนักงานมากถึง 40 ล้านบาท

ซึ่งเหตุผลที่เลือกจะเก็บพนักงานทุกคนไว้ เพราะทุกคนต่อสู้ด้วยกันมาตลอด และมองว่าถ้าเปิดประเทศเมื่อไหร่ ร้านท่าช้างก็พร้อมที่จะเปิดได้ทันที หลังโควิดคลี่คลาย รายได้ท่าช้าง คาเฟ่ เชียงใหม่ อยู่ที่ราว 70 ล้านบาทต่อปี ซึ่งลดลงจากเดิมก่อนโควิดที่ทำได้ถึง 200-300 ล้านบาท

ขายหุ้น นำท่าช้างบุกกรุง

วมินทร์บอกต่อว่า ท่ามกลางวิกฤตโควิด ตนได้ตัดสินใจขยายสาขาท่าช้างไปกรุงเทพฯ โดยขายหุ้นกิจการในเครือของท่าช้างไป 20% หรือราว 20 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนสร้างร้าน “ท่าช้าง บางกอก” ถนนข้าวสาร โดยเช่าห้องแถวที่เชื่อมระหว่างถนนรามบุตรีกับถนนข้าวสาร ลงทุน 15 ล้านบาท มี 30-40 โต๊ะ รวม 100 กว่าที่นั่ง

เพราะมองว่าการเปิดประเทศ รัฐบาลจะต้องเริ่มเปิดที่เมืองหลวงกรุงเทพฯ ก่อนเป็นอันดับแรก โดยช่วงเปิดร้าน 4 เดือนแรก (เปิดเดือนพฤศจิกายน 2564) ได้รับการตอบรับดีเกินคาด คนมารอคิวเข้าร้าน สามารถคืนทุนได้ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนแรกที่เปิดบริการ แต่เปิดร้านได้เพียง 4 เดือน ก็ต้องปิดในช่วงต้นปี 2565 เพราะโควิดระบาดหนักอีกครั้ง เป็นการปิดยาวถึง 8 เดือน

“การตัดสินใจเข้ามาลงทุนในกรุงเทพฯ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลังโควิดคลี่คลาย การตอบรับยังดีมากจนถึงปัจจุบัน ระยะ 3 ปีของการเปิดท่าช้าง บางกอก ถนนข้าวสาร มีรายได้ต่อปี 40-50 ล้านบาท”

เจาะโซนรัชโยธิน รุกสาขา 3

วมินทร์บอกว่า “ท่าช้าง รัชโยธิน” สาขาที่ 3 ลงทุนก่อสร้าง 50 ล้านบาท รองรับลูกค้าได้ 70-80 โต๊ะ ปัจจัยหลักมาจากความสำเร็จของสาขาท่าช้าง บางกอก ถนนข้าวสาร บางคนเหมารถตู้จากรังสิต เพื่อมาเที่ยวท่าช้าง ถนนข้าวสาร ดังนั้น 30-40 โต๊ะไม่พอรองรับดีมานด์ ขณะที่โซนรัชโยธินมีปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ใกล้มหาวิทยาลัย เป็นย่านธุรกิจสำคัญ ทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ภายใน 1 วัน ใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี

“ถ้าเราไม่เป็น Magnet เอง เราก็ต้องไปพึ่ง Magnet จากคนอื่น ซึ่งท่าช้าง ถนนข้าวสาร เราเป็นแม็กเนต ที่รัชโยธินเราก็ต้องเป็นแม็กเนต และมีกำลังซื้อมาก เราควรไปเสิร์ฟลูกค้าให้ถึงที่ิ

สำหรับท่าช้าง รัชโยธิน เปิดบริการปี 2566 ซึ่งช่วงเวลากว่า 1 ปี รายได้ต่อปีกว่า 100 ล้านบาท

ทุ่ม 100 ล้าน รุกตลาดบางแสน

วมินทร์เล่าต่อว่า “ท่าช้าง บางแสน” ชลบุรี เป็นสาขาที่ 4 ลงทุนราว 100 ล้านบาท ก่อสร้างพร้อม ๆ กับท่าช้าง รัชโยธิน ตั้งอยู่ติดริมทะเล หาดวอน โดยเช่าที่ดินทั้งหมด 4 ไร่ แบ่งเป็นโซนคาเฟ่ โซนริมทะเล โซนสระว่ายน้ำ และโซนผับ เป็นบีชคลับที่เปิดบริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นการแตกไลน์สู่ร้านอาหารเต็มรูปแบบ และผับบาร์ควบคู่กัน ลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว

ล่าสุดมีกลุ่มทุนจากภูเก็ต สมุย พัทยา จะขอร่วมทุนโดยใช้โมเดลบางแสนไปลงทุน ดังนั้น ท่าช้าง บางแสน จะเป็นโมเดลที่เตรียมขยายการลงทุนไปเมืองท่องเที่ยวชายทะเลในอนาคต ซึ่งขณะนี้สาขาบางแสน อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและแก้ไขจุดบกพร่องหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาคุณภาพอาหาร การบริการ การเตรียมพร้อมทีมงาน

ปัจจุบันมีพนักงาน 70-80 คน ซึ่งเพียงพอรองรับกับจำนวนโต๊ะกว่า 70 โต๊ะ สำหรับรายได้ช่วง 1 ปี อยู่ที่ราว 10 ล้านบาท โดยภายในสิ้นปี 2567 ท่าช้าง บางแสน จะพลิกโฉมใหม่ ที่ให้บริการเต็มศักยภาพ ซึ่งจะทำให้รายได้เติบโตขึ้น

บุกเอกมัย เจาะดีมานด์ไฮโซ

วมินทร์บอกต่อว่า “ท่าช้าง เอกมัย” เป็นสาขาที่ 5 ลงทุน 15 ล้านบาท โดยสาขาถนนข้าวสาร และรัชโยธิน เป็นบทพิสูจน์ของแบรนด์ท่าช้างที่คนกรุงเทพฯตอบรับดีมาก จึงกล้าขยับมาโซนเอกมัย ดีไซน์สาขานี้เป็นแนวอวกาศ เพราะอยู่ใกล้ท้องฟ้าจำลอง “ท่าช้าง เอกมัย” จะเปิดให้บริการปลายเดือนกันยายน 2567 นี้ โดยวันเปิดจะมีคอนเสิร์ตของหลายศิลปิน ทั้งลำไย จ๊ะ บุรินทร์ และเสก โลโซ

วมินทร์บอกต่อว่า ความกล้ามาลงทุนที่เอกมัย เป็นจุดที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะเราเป็นบ้านนอก เป็นคนภูธรจะสู้เขาได้หรือไม่ โดยเฉพาะเข้ามาอยู่ใจกลางของเมืองหลวง ซึ่งเป็นย่านไฮโซ เปรียบเหมือน “พจมาน” ที่ถือชะลอมเข้าไปในบ้านทรายทอง เทียบกับสาขาข้าวสารและรัชโยธิน สาขาเอกมัยค่อนข้างมีความท้าทายสูงมาก เพราะแถวนั้นเป็นแหล่งแฮงเอาต์ มีร้านดังเยอะมาก การแข่งขันสูง แต่เราจะเอาความเป็นคนบ้าน ๆ ที่เป็นเพื่อนกับทุกคน เข้าถึงง่าย จะพิสูจน์ให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯจะยอมรับในแบรนด์ท่าช้าง

โดยตั้งเป้ารายได้ของท่าช้าง เอกมัย อยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อปี และตั้งเป้าอยู่ Top 5 คาดว่าสิ้นปีนี้ (2567) แบรนด์ท่าช้างจะขึ้น Top 5 ของธุรกิจสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ

Thachang

รุกเมืองรอง “แพร่” สาขา 6

แพร่ เป็นเมืองรองที่มองเห็นโอกาสทางการตลาดพอสมควร ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จะปรับโฉมท่าช้าง แพร่ เน้นดนตรีสด เพื่อตอบโจทย์ดีมานด์ในท้องถิ่นที่นิยมดนตรีสด กลุ่มลูกค้าคือ คนที่เรียนจบแล้วกลับมาทำงานที่บ้าน มาอยู่บ้าน กลุ่มคนทำงาน แนวเพลงจะเป็นยุค 90 ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ราว 10 ล้านบาท

สิงคโปร์-ญี่ปุ่นจีบโกอินเตอร์

วมินทร์บอกต่อว่า ล่าสุดมีกลุ่มทุนต่างประเทศเข้ามาติดต่อขอร่วมทุนที่จะนำแบรนด์ท่าช้างไปเปิดสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งการก้าวสู่อินเตอร์แบรนด์ จะต้องพิสูจน์ท่าช้างในเมืองหลวงของประเทศตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าเราเจาะใจกลางของประเทศไม่ได้ ก็อย่าหวังไปต่างประเทศ

“ผมเชื่อในความค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราก้าวกระโดดไปตอนนี้ ความไม่พร้อมอาจจะฆ่าเราได้ คาดว่าภายในปี 2568 จะพร้อมสู่อินเตอร์แบรนด์ เพราะทั้งสิงคโปร์และญี่ปุ่นเขารอเราแล้วตอนนี้ ขณะเดียวกันแผนในอนาคต เรายังตั้งเป้านำท่าช้างเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะเป็นตลาดสิงคโปร์ ซึ่งต้องดูอีกทีว่าที่ไหนมีความเป็นไปได้”

วมินทร์บอกว่า ปัจจุบันท่าช้างมีพนักงานรวมทั้งสิ้นราว 1,000 คน ซึ่งปี 2567 ท่าช้าง ได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ (Reorganize) ลงทุนราว 40 ล้านบาท โดยเดือนตุลาคมนี้จะปรับโฉมใหม่ทุกสาขา รวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการและบริการ เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับจากโลคอลแบรนด์สู่อินเตอร์แบรนด์ ดังนั้น แผนงานสำคัญของท่าช้างในปีนี้ก็คือ การเร่งสร้างกำลังคน (Manpower) สร้างบุคลากร สร้างทีมบริหาร และเสริมทีมจากข้างนอกเข้ามาทำให้ท่าช้างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ก้าวรุกที่น่าจับตาของแบรนด์ “ท่าช้าง” จากโลคอลแบรนด์ เชียงใหม่ ที่กำลังพลิกโฉมก้าวสู่อินเตอร์แบรนด์ในอนาคตอันใกล้