ตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยจ่อแตะ 1.24 ล้านล้านบาทในปี 2026 รับอานิสงส์ท่องเที่ยว-QSR โตเด่น ทว่าผู้ประกอบการรายย่อยและ Street Food ที่ครองส่วนแบ่งถึง 73% กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ดันอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ชี้ “ทำธุรกิจแบบเดิม-โตยาก” เผยผลสำรวจ 74% เร่งปรับตัวสู่ระบบอัตโนมัติยกระดับหลังบ้าน ลดต้นทุนแรงงาน-พลังงานเพื่อความอยู่รอด
ตลาดโตแต่แข่งเดือด บีบธุรกิจทิ้งโมเดลเดิม
นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว พฤติกรรมผู้บริโภคที่พึ่งพาแอปพลิเคชั่นสั่งอาหาร และความนิยมในอาหารพร้อมทาน ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มของไทยในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลวิเคราะห์จาก อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ และ Mordor Intelligence คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะทะยานไปแตะระดับ 1.24 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้เค้กฮอสพิทาลิตี้ก้อนนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่โครงสร้างตลาดกลับสะท้อนภาพการแข่งขันที่รุนแรงและมีความเหลื่อมล้ำสูง โดยกลุ่มร้านอาหารที่ให้บริการรวดเร็ว (Quick Service Restaurants : QSR) มีแนวโน้มชิงส่วนแบ่งตลาดได้สูงเนื่องจากตอบโจทย์เรื่องเวลาและราคา ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารอิสระและ Street Food ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในระบบ (คิดเป็น 73.78% เมื่อเทียบกับร้านอาหารประเภทสาขา) กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการปรับตัว
ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้า บีบให้ภาคธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก “การทำธุรกิจแบบเดิม ทำเท่าเดิม จะเติบโตได้ยาก” ในยุคที่ต้นทุนรอบด้านพุ่งสูง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ทางรอด” ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เปิดสถิติ 74% แห่ลงทุนระบบอัตโนมัติ-อัพเกรดหลังบ้าน
นางสาวสุภาภรณ์ระบุว่า จากความกดดันดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในฝั่งผู้ประกอบการ โดยพบว่ามีถึง 74% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ที่มีความต้องการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยแนวโน้มการลงทุนในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1.ระบบหน้าบ้านและงานบริการ (Front-of-House) : การหันมาใช้ระบบเครื่องรับจ่ายเงินอัจฉริยะ (POS), การสั่งอาหารผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ และระบบชำระเงินดิจิทัล ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการรับออร์เดอร์ บริการได้รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญคือการเก็บฐานข้อมูล (Data) มาใช้วางแผนสต๊อกและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย
2.ระบบจัดการและนวัตกรรมห้องครัว (Back-of-House) : การใช้อุปกรณ์ครัวระดับมืออาชีพที่มีโปรแกรมสำเร็จรูป สามารถจัดการหลายขั้นตอนได้พร้อมกัน ช่วยควบคุมมาตรฐานอาหารให้คงที่ แม่นยำ และช่วยประยุกต์ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
ทั้งนี้ ความได้เปรียบทางการแข่งขันในสมรภูมิใหม่นี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ขนาดของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ระบุอยู่ที่ “ความเร็ว ความแม่นยำ และความคุ้มค่า” ของระบบบริหารจัดการหลังบ้าน


ตลาดสมาร์ทเทคฯ คึกคัก พาเหรดขนเทคโนโลยีชิงเค้กบริการ
นางสาวสุภาภรณ์กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร ได้กลายเป็นตัวเร่งให้ตลาดอุปกรณ์อัจฉริยะและสมาร์ทโซลูชั่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดในการเตรียมจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 บรรดาบริษัทชั้นนำทั้งในไทยและระดับสากล อาทิ CL Lock, Great System (Thailand), Jassway (Thailand), Material World, Newton Food Equipment, Peerapat Technology, Sunmi และ VJ International Group เริ่มขยับตัวนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาด
นวัตกรรมเด่นที่เตรียมนำเข้ามาเจาะตลาดไทย มีทั้งระบบที่เน้นการลดการสูญเสีย (Food Waste) และลดต้นทุนแฝง เช่น เครื่องซีลสูญญากาศ Orved จากอิตาลีที่เพิ่มฟังก์ชั่นการหมักเนื้อเพื่อดึงรสชาติ, เครื่องปรุงอาหารอัตโนมัติ Chiere One Biz by TINECO ที่ควบคุมอุณหภูมิและการผัดในเครื่องเดียว ไปจนถึงระบบบริหารจัดการบนคลาวด์ เช่น ระบบ POS ของ Zeoniq และแพลตฟอร์มบริหารโรงแรม MyHotel ที่ใช้ระบบ IoT ควบคุมพลังงาน ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ถึง 15-20%
นอกจากนี้ ในฝั่งขององค์กรระดับภูมิภาคอย่าง ASEAN Hotel and Restaurant Association (AHRA) ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวจัดเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านดิจิทัลเทคโนโลยี หวังขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและบริการในอาเซียนให้ทันสปีดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงแข่งขันอย่าง Smart Kitchen Challenge เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรตื่นตัวกับการใช้ครัวนวัตกรรม
สำหรับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการสะท้อนว่า ภาคธุรกิจบริการของไทยจะสามารถปรับตัวผ่านเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับเค้กตลาดล้านล้านบาทได้ดีเพียงใด