พิจารณาอัตราดอกเบี้ยช่วยส่งออก
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานเงินบาทปรับค่าแข็งขึ้นร้อยละ 3.8 จากต้นปี 2567 และปรับค่าแข็งขึ้นเร็วโดยปรับแข็งค่าขึ้นร้อยละ 3.8 ตั้งแต่ต้นปีและยังปรับแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนอยู่ใน กลุ่มนำสกุลภูมิภาคในไตรมาส 3 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่า การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก
โดยเฉพาะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่าการคาดการณ์ของตลาด ประกอบกับการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนอย่างต่อเนื่องที่ส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางเงินสกุลภูมิภาค โดยค่าเงินหยวนก็แข็งค่ามากสุดในรอบ 16 เดือน อยู่ที่ 7.00 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ (CNY) และ 6.97 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ (CNH)
นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังมีผลมาจากปัจจัยภายในประเทศ หลังจากเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมทั้งราคาทองคำ (Gold Spot) ที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 2,669 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ด้วย
ขณะที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้รายงานสถานการณ์ของการส่งออกสินค้าไทย ซึ่งเป็น 1 ในแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อจากการท่องเที่ยวที่ยังคงทำงานอยู่ในขณะนี้ ยังคงยืนยันที่จะคงเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้ไว้ที่ 1-2%
สวนทางกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่เชื่อว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้การส่งออกสินค้าไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ทำได้ยากขึ้นและเริ่มเห็นผลกระทบจากสภาพคล่องทางการเงินที่เกิดขึ้นแล้ว
โดยคาดว่าจะกระทบคำสั่งซื้อสินค้าในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่เหลือต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 1/2568 ที่จะขายสินค้าได้ยากขึ้น โดยความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยจะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะกระทบกับการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร ที่มีผลต่อเนื่องมาถึงราคาสินค้าสำคัญอย่าง ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ที่เกษตรกรจะได้รับก็จะลดลงด้วย
จนมีกระแสเรียกร้องทั้งจากฝ่ายการเมือง สถาบันทางการเงิน และภาคเอกชน ให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จากปัจจัยภายในประเทศที่ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ย ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในตลาดบอนด์ของไทยอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทไทยแข็งค่าต่อเนื่องมาเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค จึงมีความจำเป็นที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องเร่งพิจารณาข้อเสนอในเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากทุกฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ “เฟด” ที่มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ซึ่งมีผลต่อการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก