เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง กำหนดลักษณะความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าตามที่คณะรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ประกาศให้เขตพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์ อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 และให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตามมาตรา 15
แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 นั้นโดยที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยในมาตรา 21 บัญญัติให้ในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีประกาศตามมาตรา 15 คณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศเพื่อกำหนดการกระทำที่เป็นความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ผู้กระทำความผิดตามความผิดดังกล่าวจะเข้ารับการอบรมตามคำสั่งของศาลแทนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดนั้นกลับตัวเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรพ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้การกระทำความผิดที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภายในเขตพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ดังต่อไปนี้ เป็นความผิดที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 21
(1) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
(ก) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 113ถึงมาตรา 118
(ข) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119
มาตรา 120 มาตรา 127 มาตรา 128 และมาตรา 129
(ค) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/1 ถึงมาตรา 135/4
(ง) ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 136 ถึงมาตรา 146
(จ) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 209ถึงมาตรา 216
(ฉ) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 217
ถึงมาตรา 239
(ช) ความผิดต่อชีวิต ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288 ถึงมาตรา 294
(ซ) ความผิดต่อร่างกาย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 ถึงมาตรา 300
(ฌ) ความผิดต่อเสรีภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ถึงมาตรา 321/1
(ญ) ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 334 ถึงมาตรา 336 ทวิ
(ฎ) ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 337ถึงมาตรา 340 ตรี
(ฏ) ความผิดฐานรับของโจร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 357
(ฐ) ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 358 ถึงมาตรา 361
(ฑ) ความผิดฐานบุกรุก ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 362 ถึงมาตรา 366
(2) ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477
(3) ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
(4) ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
(5) ความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535
ข้อ 2 เมื่อผู้ต้องหาว่าได้กระทำความผิดตามความผิดตามข้อ 1 กลับใจเข้ามอบตัว
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้ต้องหา
ได้กระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้ใช้มาตรา 21กับผู้ต้องหานั้นได้เฉพาะเมื่อปรากฏว่า
(1) การกระทำความผิดนั้นกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
(2) การกระทำความผิดนั้นเกิดภายในเขตพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตามประกาศเรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ 28 พฤษภาคมพ.ศ.2561
(3) การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาว่าได้กระทำความผิดกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคง
ภายในราชอาณาจักร
ประกาศ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
ที่มา มติชนออนไลน์