ทีทีบี รับสินเชื่อ SMEs ชะลอลงทุน-ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มตามเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
ทีทีบี รับสินเชื่อเอสเอ็มอี-รายใหญ่ชะลอตัว หลังเศรษฐกิจมีความท้าทายจากในประเทศ-ต่างประเทศ ชี้ เห็นสัญญาณธุรกิจ SMEs บางอุตสาหกรรมผิดนัดชำระหนี้ไหลสู่ Stage 2 มากขึ้น คาดทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังตัวเลขบริโภค-ใช้จ่ายภาครัฐหนุน
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยในงาน ttb I Global Trade & FX Forum ภายใต้หัวข้อ “The Future of Asia : Economic Trends and Trade Challenges for Thailand 2025” ว่า จากความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
และเริ่มเห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้และไหลเข้าสู่สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2 หรือ SM) มากขึ้นในบางอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจและการเข้ามาของสินค้าจีน อย่างไรก็ดี ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังสามารถบริหารจัดการได้
ขณะที่ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะทรงตัว หรือไม่ได้ขยายตัวมากนัก แต่ไม่ได้หดตัวติดลบ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะตลาดโดยรวม อย่างไรก็ดี คาดว่าภายในปี 2568 สินเชื่อจะกลับมาปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามตัวเลขการลงทุน-การบริโภคภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวมากขึ้นตามศูนย์วิเคราะห์ทีทีบีมองว่าจะขยายตัวได้ ส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่จะขยายตัวได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงค่าเงินบาทที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งจากต้นปี 2567 จะเห็นการอ่อนค่าจากระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ไปสู่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ และทยอยกับมาแข็งค่าจากระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยธนาคารได้แนะนำลูกค้าป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) รวมถึงการใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากค่าเงินได้ ตลอดจนช่วยล็อกผลกระทบจากส่วนต่างกำไร (มาร์จิ้น) โดยที่ผ่านมาธนาคารเริ่มเห็นผู้ประกอบการทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้น
“ความต้องการสินเชื่อชะลอตัวชัดเจน ซึ่งบริษัทใหญ่มีช่องทางในการระดมทุน แต่เอสเอ็มอีชะลอลงตามภาวะตลาดโดยรวม ซึ่งปีนี้เรามองว่าสินเชื่อน่าจะทรงตัว และทยอยดีขึ้นในปีหน้า หลังเราเริ่มเห็นการเบิกใช้งบประมาณภาครัฐ”
นายศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอิทธิพลของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นปัญหาหลักที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นความท้าทาย และเป็นความเสี่ยงอย่างมาก สำหรับผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินสามารถส่งผลกระทบต่อกำไร และต้นทุนของธุรกิจ
นอกจากนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนยังเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายของจีนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และโอกาสทางการค้าของธุรกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ในขณะที่ตลาดเอเชียยังคงมีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่งการเข้าถึงตลาดเหล่านี้ช่วยกระจายความเสี่ยง และเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยดังกล่าวเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการที่ทำการค้าระหว่างประเทศต้องมีความเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดการค้าโลกและในเอเชีย เพื่อปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับโลก รักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว