Skip to content

สรรพสามิตส่งไม้ต่อ “กรม ESG” เก็บภาษีคาร์บอน

03 ต.ค. 2567 | 11:53น.
สรรพสามิตส่งไม้ต่อ “กรม ESG” เก็บภาษีคาร์บอน

กรมสรรพสามิตยุค “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นอธิบดี ได้ประกาศตัวเป็น “กรม ESG” นับตั้งแต่ปี 2565 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต ที่มุ่งเน้นด้าน ESG (ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ซึ่งล่าสุดกรมมีการเปลี่ยนแปลง จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการของกระทรวงการคลัง

โดย “ดร.เอกนิติ” จะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ ส่วนกรมสรรพสามิต จะมีอธิบดีคนใหม่เข้ามารับไม้ต่อ

หนุนลงทุนผลิตรถอีวี

“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า ที่ผ่านมาสรรพสามิตได้เดินหน้า “กรม ESG” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ ผ่านทางนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

“วันนี้กรมสรรพสามิต กรม ESG จะเป็นหน่วยราชการแรกที่ขอปักหมุดและขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้เดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ Net Zero ในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทย 15 ปี ซึ่งกรมต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ในปี 2030”

โดยในด้านสิ่งแวดล้อม มีมาตรการรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทั้งมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้ง 2 มาตรการ รวม 32 ราย ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถอีวี ในปี 2566 สูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 685% และทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยกว่า 80,000 ล้านบาท

“มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ”

ชงเก็บภาษีคาร์บอน “น้ำมัน”

ขณะที่มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) รมว.คลัง และ รมช.คลัง ได้เห็นชอบให้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าน้ำมัน โดยในระยะแรก จะใช้หลักการแปลงภาษีสรรพสามิตที่เดิมมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้อยู่ในรูปของภาษีคาร์บอน โดยไม่เป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ภาษีคาร์บอนเป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ที่สร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนให้กับผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศปลายทางที่เสียภาษีในส่วนนี้ สามารถนำไปเจรจาลดหย่อนค่าธรรมเนียม Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ได้

“วันนี้กรมสรรพสามิตกำลังจับมือกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ให้คนที่ไปเติมน้ำมัน ใครไปเติมน้ำมันจะรู้เลยว่า ท่านปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ แต่ไม่ต้องกังวลว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้น โดย รมว.คลัง และ รมช.ได้มอบนโยบายมาแล้วว่า ต้องไม่ให้กระทบประชาชน เราจะแปลงภาษีน้ำมันให้มีภาษีคาร์บอนอยู่ในนั้นในช่วงแรก”

ยกตัวอย่าง กรณีไปเติมน้ำมันดีเซล ปกติต้องเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6.44 บาทต่อลิตร ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะรวมภาษีคาร์บอน 0.54 บาทต่อลิตรไว้ใน 6.44 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ใช้น้ำมัน และไม่ได้กระทบกับรายได้รัฐ

ปรับภาษีสุราหนุนชุมชน

“ดร.เอกนิติ” กล่าวอีกว่า ในด้านสังคม ก็มีมาตรการการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตไวน์ สุราแช่ และสถานบริการ โดยปรับอัตราภาษีตามมูลค่าจากเดิม 
10% เป็น 0% และการปรับลดภาษีสถานบันเทิง จาก 10% เป็น 5% เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ และสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมสรรพสามิตต่างก็มีการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ยอดการจัดเก็บรายได้ภาษีสินค้าสุราแช่ชุมชนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 39 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.6%

“นอกจากการปรับลดอัตราภาษีแล้ว กรมได้ดำเนินโครงการ 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต แชมเปี้ยน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือภาครัฐและเอกชนที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ระดับชุมชน”

อุ้มค่าครองชีพประชาชน

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้ออกมาตรการลดภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนให้กับประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต 11 เดือน (ต.ค. 2566-ส.ค. 2567) จัดเก็บได้จำนวน 482,026 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 10.7% และสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงการคลัง 1.06% ซึ่งเป็นเป้าที่ได้มีการปรับผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ ที่ช่วยผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ มาตรการการลดภาษีน้ำมัน ภาษีรถอีวี เป็นต้น

“เป้าหมายเก็บรายได้ปีนี้ หลังหักลบภาษีน้ำมัน มาตรการรถอีวี และมาตรการต่าง ๆ แล้ว เป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 520,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตมั่นใจว่าจะเก็บได้อย่างแน่นอน จะเกินเป้าที่กระทรวงการคลังมอบหมายมาด้วย แม้จะตั้งเป้าไว้สูง”

ปราบปรามเชิงรุก

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวด้วยว่า ในด้านการปราบปราม กรมสรรพสามิตยกระดับการปฏิบัติงานเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก อาทิ กองทัพบก ศูนย์รักษาความปลอดภัยของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง กรมการปกครอง ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ส่งผลให้ผลการปราบปรามสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 27.4%

นอกจากนี้ ในด้านธรรมาภิบาล กรมยังได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการตรวจสอบว่าเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมายผ่านการตรวจวิเคราะห์จากสรรพสามิตหรือไม่ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบได้จากการสแกนแสตมป์บนผลิตภัณฑ์บุหรี่และสุรา ทั้งนี้ นอกจากเป็นการสร้างความชอบธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีโดยสุจริตแล้ว ยังเป็นการดูแลความปลอดภัยในด้านสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย

ยกระดับการทำงาน

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวด้วยว่า กรมได้ยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วยการรับฟังผู้ประกอบการ นำองค์ความรู้ทักษะสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Agile, Design Thinking, Digital Transformation มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งเสริมบุคลากรให้มีความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการให้บริการแบบไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

“ล่าสุดกรมได้พัฒนาเว็บไซต์ใหม่โดยเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคลากรภายในของกรม เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติ พร้อมทั้งเปิดตัวแชตบอต ‘น้องสมิตต์ (Smitt)’ ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Generative AI เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้ข้อมูลภาษีสรรพสามิตเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการและประชาชน”