เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

35 ปีกับแบงก์ชาติ : ชีวิตที่ผูกพัน (ตอนจบ)

02 ต.ค. 2567 | 16:32น.
รณดล นุ่มนนท์

รณดล นุ่มนนท์

ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงช่วงวัยละอ่อนเริ่มเข้ามาทำงานเมื่อ 35 ปีที่แล้ว สัปดาห์นี้จะขยายความถึงบรรยากาศการทำงานตลอดจนประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสโยกย้ายงานไปกว่า 10 ฝ่ายงาน

โดยย้อนกลับไประลึกถึงบรรยากาศตอนพักเที่ยงที่อาคารสโมสรยังตั้งอยู่ริมน้ำ พนักงานส่วนใหญ่เลือกที่จะรับประทานอาหารภายในสโมสร ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมนันทนาการต่าง ๆ บนชั้นสอง และทุกเย็นพนักงานจะมาพบปะสังสรรค์กัน และยังเป็นที่นัดพบของบรรดาลูก ๆ หลังเลิกเรียน เป็นที่จัดงานเลี้ยงปีใหม่ จัดงานแต่งงาน

ถือได้ว่าสโมสรริมน้ำเป็นศูนย์รวมของพนักงาน สร้างความผูกพันของพนักงาน เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง แม้กระทั่งท่านผู้ว่าการป๋วย ผู้ริเริ่มจัดตั้งสโมสรยังแวะมาที่สโมสรทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส เพื่อร่วมวงสนทนากับพนักงาน ไปจนถึงการเป่าขลุ่ยเครื่องดนตรีโปรดของท่าน

นอกจากสโมสรริมน้ำแล้ว สถานที่รวมพลของพนักงานอีกแห่งหนึ่งคือ สถานที่จอดรถด้านหลังวังบางขุนพรหม เป็นลานปูนกว้าง พนักงานจะนำรถมาจอดเรียงรายแบบหน้าเรียงแถวกัน จนคิดไม่ออกว่าจะนำรถออกกันอย่างไร แต่ทุกคนต่างรู้หน้าที่ ทุกเย็นถ้าหากรถใครขวางทางออกก็จะรีบมาถอยรถจนทำให้บริเวณที่จอดรถกลายเป็นสนามปูนโล่ง ๆ พนักงานที่ชอบเล่นกีฬาก็จะเนรมิตให้เป็นสนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล เพื่อโชว์ฝีไม้ลายมือกัน

ในส่วนของหน้าที่การงาน ผมได้รับโอกาสทำงานหลายด้าน ทำให้ชีวิตการทำงานตื่นเต้นและได้เรียนรู้ตลอดเวลา หลังจากทำงานที่หน่วยวิเคราะห์ฯได้ไม่ถึงปี จึงได้รับโอกาสไปประจำที่สำนักงานตัวแทนธนาคารที่นครนิวยอร์ก ทำให้ได้เรียนรู้ทุกเรื่อง ตั้งแต่วิชาการจัดจ้าง งบประมาณ งานสนับสนุน

แม้กระทั่งนิมนต์พระมาเจิมป้ายสำนักงาน จองรถ จองโรงแรม ไปจนถึงการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ เรียกว่าไปอย่างคุ้มค่า ได้ทราบถึงกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อกลับมาสำนักงานใหญ่ได้เข้าไปทำงานในห้องค้า (Dealing Room) ได้นำเสนอข่าวภาวะตลาดทุกเช้า แถมอยู่ดึกดื่นคอยลุ้นข้อมูลเศรษฐกิจ ที่ยังนึกขำตัวเองจนถึงทุกวันนี้ เพราะพวกเราจะเฮกันลั่นเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดี ส่งผลให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น เรียกว่ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

แต่ท้ายที่สุดก็เจอะเจอกับตนเอง เมื่อได้เข้าไปมีส่วนร่วมดูแลสภาพคล่องของระบบการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เมื่อมรสุมผ่านพ้นไป ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยพัฒนาตลาดพันธบัตรในประเทศพักหนึ่ง ก่อนที่จะผันชีวิตจาก “นักลงทุน” มาเป็น “ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์” ได้เรียนรู้วิทยายุทธ์ ในการตรวจสอบ (ยังจำช่วงที่ออกไปตรวจสาขาธนาคารพาณิชย์ ที่ไปตรวจนับเงินในตู้เซฟจนถึงทุกวันนี้)

พร้อมกับได้รับการปลูกฝังทักษะที่สาคัญ ๆ ที่เห็นเป็นที่ประจักษ์คือ การฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต มีความรอบคอบ แม่นยำ ในหลักเกณฑ์ และทักษะด้าน Soft Skill โดยเฉพาะการสื่อสารโน้มน้าว ซึ่งในช่วงนั้น ผมคิดว่าจะทำงานเป็นผู้ตรวจการจนเกษียณ แต่ยังได้รับความไว้วางใจให้ไปปฏิบัติงานดูแลความเสี่ยงการเงินในปี 2552 ต้องไปอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายต่อคณะกรรมการธนาคาร พร้อมกับทำงานสายทรัพยากรบุคคล เรียนรู้เรื่อง “คน”

และมาช่วยงานก่อตั้งกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ช่วยงานด้านกลยุทธ์ให้ผู้ว่าการประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก่อนจะได้กลับมาทำงานดูแลด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน

แม้เวลาจะล่วงเลยมา 35 ปีแล้ว แต่ผมยังยิ้มทุกครั้งเมื่อหวนกลับไปคิดถึงเวลาที่ได้ทำงานในองค์กรแห่งนี้ตลอดมา แม้สรรพสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไป แต่จิตวิญญาณของความเป็นคนแบงก์ชาติไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ผมคิดถึงเรื่องที่ส่งมอบให้กับรุ่นน้อง ได้ข้อสรุปว่า ไม่ได้ห่วงอะไร เชื่อมั่นว่าน้อง ๆ จะช่วยกันรักษาและสานต่อความเป็นสถาบันของชาติ และองค์กรที่ประชาชนพึ่งพิงได้ แต่เรื่องราวของแบงก์ชาติ ที่ก้าวย่างปีที่ 83 มีเรื่องราวที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ที่อยากจะจารึกไว้ จึงตัดสินใจจัดทำหนังสือ “35 ปีจับจิตใจดล ร้อยเรียงเรื่องราวรอบรั้วแบงก์ชาติ” ขึ้น

โดยคัดเลือก Weekly Mails ที่ผมเขียนมาตั้งแต่ปี 2551 ใช้เวลาเขียนในช่วงวันหยุดทุกสัปดาห์ เพื่อส่งให้พนักงานอ่านทุกเช้าวันจันทร์ จำนวน 35 เรื่อง แบ่งแยกเป็น 3 ส่วนคือ 1.เรื่องราวเล่าขานภายในรั้วแบงก์ชาติ ประวัติการก่อตั้งแบงก์ชาติ ความเป็นมาต่าง ๆ เช่น ต้นไม้และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในแบงก์ชาติ ไปจนถึงผ้าป่าช่วยชาติ โครงการมอบทองคำของหลวงตามหาบัว

2.เรียนรู้ชีวิตนายธนาคารกลาง สะท้อนจิตวิญญาณของคนแบงก์ชาติ มุ่งมั่นดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แบ่งปันหลักคิด ประสบการณ์ และความภาคภูมิใจ ในการทำงานในองค์กรแห่งนี้ และ 3.เล่าเรื่องรอบรั้วแบงก์ชาติ เสียงสะท้อนคนในชุมชนที่ผูกพันกับชาวแบงก์ชาติ

ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้นำประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน ได้เห็นตัวตนในปัจจุบัน และสะท้อนภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รณดล นุ่มนนท์ แบงก์ชาติ