เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
SD เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
Politics อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
นายกฯ ตรวจความพร้อมเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำการเงินโลก ขอบคุณ ‘เนเน่’ ร้องเพลงต้อนรับ
Politics นายกฯ ตรวจความพร้อมเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำการเงินโลก ขอบคุณ ‘เนเน่’ ร้องเพลงต้อนรับ
IMF ปรับขึ้นปีนี้ จีดีพีไทยโต 2.1 % ปรับลดปีหน้า-เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด
World IMF ปรับขึ้นปีนี้ จีดีพีไทยโต 2.1 % ปรับลดปีหน้า-เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด
เพจดังให้ความรู้ “เสื้อสูบโกคาร์ต” ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความแรงของเครื่องยนต์
Biz Movement เพจดังให้ความรู้ “เสื้อสูบโกคาร์ต” ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความแรงของเครื่องยนต์
คำขอ IP ไทย 9 เดือนพุ่ง 6.1 หมื่นคำขอ โต 9.59% “จิตติมา” ชี้ธุรกิจใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อ
Economic คำขอ IP ไทย 9 เดือนพุ่ง 6.1 หมื่นคำขอ โต 9.59% “จิตติมา” ชี้ธุรกิจใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อ
“อัทธ์” ชี้เวที IMF–World Bank เงินสะพัดกว่า 1,050 ล้าน จี้รัฐบาลเปลี่ยนโอกาสเป็นงาน-รายได้จริง
Economic “อัทธ์” ชี้เวที IMF–World Bank เงินสะพัดกว่า 1,050 ล้าน จี้รัฐบาลเปลี่ยนโอกาสเป็นงาน-รายได้จริง
“สุริยะ” จ่อของบ 8 พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน ให้ชาวนาใช้ฟรี
Economic “สุริยะ” จ่อของบ 8 พันล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน ให้ชาวนาใช้ฟรี
เกษตรฯ ยันยังไม่เคาะ UPOV 1991 อยู่ขั้นศึกษาผลดี-ผลเสีย ย้ำต้องฟังเกษตรกรก่อน
Economic เกษตรฯ ยันยังไม่เคาะ UPOV 1991 อยู่ขั้นศึกษาผลดี-ผลเสีย ย้ำต้องฟังเกษตรกรก่อน
ดูทั้งหมด

LINE กางโรดแมปโซลูชั่นใหม่ ช่วยแบรนด์ฝ่าวิกฤติกำลังซื้อ

07 ต.ค. 2567 | 08:08น.
line

ความพิถีพิถันในการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงที่สภาพเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กลายเป็นความท้าทายของแบรนด์ต่าง ๆ ในการช่วงชิงเงินจากกระเป๋าของลูกค้า และต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ยิ่งทำให้กลยุทธ์การตลาดและการทำโฆษณา โดยวิเคราะห์จาก “ดาต้า” ที่สะท้อนตัวตน และความสนใจของผู้บริโภค (Personal) สำคัญตามไปด้วย

เมื่องบประมาณการตลาดที่ใช้ในยุคนี้ต้องเกิดผลทุกบาททุกสตางค์ หลายแบรนด์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการในการลงทุนด้านโฆษณา มีทั้งการเจาะลูกค้าข้ามเซ็กเมนต์ และรักษาความเป็นแบรนด์ให้เข้มแข็งผ่านการสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง

แพลตฟอร์มอย่าง “ไลน์” (LINE) ที่หนุนการทำธุรกิจของแบรนด์ต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นด้วยการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ ๆ

สแกน 5 กลุ่มผู้บริโภค

“ชินตา ศรีจินตอังกูร” Thailand Site Leader บริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในโซนที่น่ากังวล สะท้อนจากตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่ขยายตัว 2-3% ขณะที่อัตราหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 90% แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่สามารถรับมือกับสภาพเศรษฐกิจได้

ผลการศึกษาของนีลเส็น แบ่งประเภทผู้บริโภคชาวไทยเป็น 5 กลุ่ม (ข้อมูล เดือน ก.ค. 2567) ดังนี้

1.Thrivers : กลุ่มที่มีความมั่นคงทางการเงิน 6%

2.Unchanged : กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยใด ๆ และใช้จ่ายตามเดิม 14%

3.Cautious : กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบแต่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง 32%

4.Rebounders : กลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบจากสูญเสียงาน และมีรายได้ลดลง 28%

5.Strugglers : กลุ่มที่ยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงิน 21%

โดยสัดส่วนของกลุ่ม Thrivers และ Unchanged รวมกันเป็น 20% ขยายตัวจากเดือน ม.ค. 2567 ที่ 13% (Thrivers 5% และ Unchanged 8%) หมายความว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมีจำนวนมากขึ้น สะท้อนว่าแบรนด์ยังมีช่องว่างให้เติบโต เพียงแต่ต้องหาให้เจอว่าลูกค้าที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มนี้เป็นใคร

ช่วยแบรนด์เข้าถึงลูกค้า

“ชินตา” กล่าวต่อว่า แบรนด์ที่เข้าร่วมการสำรวจกับนีลเส็นกว่า 80% สูญเสียฐานลูกค้าของตนเอง หรือกว่า 40% ลูกค้าซื้อเพียงครั้งเดียวไม่กลับมาซื้ออีก สอดคล้องกับการเติบโตของ “สินค้าตราห้าง” (Private Label) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าลูกค้าไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง และพร้อมซื้อสินค้าจากแบรนด์ใหม่โดยคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก

“หลายแบรนด์สูญเสีย Loyalty หรือฐานลูกค้าคนสำคัญ จึงต้องกลับมาทำการบ้านเกี่ยวกับการเข้าถึงลูกค้า เจาะเซ็กเมนต์ให้ชัดเจน เพื่อเอาสินค้าของแบรนด์ไปอยู่ในการรับรู้ของผู้บริโภค”

ยกตัวอย่างการเจาะเซ็กเมนต์ และทำความเข้าใจลูกค้า เช่น ผู้บริโภคบางกลุ่มยอมบาลานซ์การเป็นหนี้ เพื่อรักษาไลฟ์สไตล์ความ “พรีเมี่ยม” สะท้อนถึงกำลังซื้อที่มีอยู่ แม้จะไม่ได้มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรืออย่างการผลิตสินค้าแบบชิ้นเดียว หรือแพ็กคู่ ก็ต้องดูว่าลูกค้าของเราเป็นใคร และต้องการเจาะไปที่เซ็กเมนต์ใดเป็นหลัก

โดยผลสำรวจระบุว่า 78% ของผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าไซซ์ใหญ่ เพราะมองว่าได้รับความคุ้มค่าในแง่ของปริมาณ แต่อีก 67% นิยมซื้อเป็นไซซ์เล็ก

ในแง่ของผู้บริโภคก็พบว่า เจนซี (Gen Z) มากกว่า 60% ตัดสินใจซื้อสินค้าจากโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ หรือกว่า 70% มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อมีการแลกรีวอร์ด รวมถึงผู้บริโภคชาวไทยยังเปิดใจรับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซมาก ๆ เพียงแต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานด้วย

สร้างการรับรู้-ปั๊มยอด

“รัฐธีร์ ฉัตรดำรงค์ศักดิ์” รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า LINE มีโซลูชั่นการลงโฆษณาทั้งแบบกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ บนหน้าแอป เน้นสร้างการรับรู้ (Awareness) และแบบที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เน้นสร้างยอดขาย (Conversion) ช่วงที่ผ่านมาพบว่าหลายแบรนด์มีการลงโฆษณาแบบผสมทั้งสองส่วน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด สะท้อนจากอัตราการคลิก (Click Through Rate) ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

“ช่วง 2-3 ปีก่อน แบรนด์โฟกัสที่การลงโฆษณาเพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น มอบส่วนลดพิเศษ แต่กลับทำให้แบรนด์สูญเสีย Loyalty จากลูกค้าไป ตอนนี้แบรนด์ใหญ่ ๆ เริ่มกลับมาลงโฆษณาที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์มากขึ้น โดยเฉลี่ยงบฯโฆษณา 100% จะแบ่งใช้เพื่อสร้างการรับรู้ 20-30% ส่วนที่เหลือเพื่อสร้างรายได้ แต่บางอุตสาหกรรมอาจใช้งบฯกว่า 70% เพื่อสร้างการรับรู้ เช่น สินค้าลักเซอรี่ เป็นต้น”

เฟ้นหาเป้าหมายใหม่

“รัฐธีร์” กล่าวต่อว่า หลายแบรนด์ทดลองเลือกกลุ่มเป้าหมายการลงโฆษณาในเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างลูกค้า เช่น กลุ่มยานยนต์ ขยายเซ็กเมนต์มาที่กลุ่มครอบครัว คู่รัก และคนรักเสียงเพลง หรือกลุ่มธุรกิจการเงิน ก็เพิ่มเซ็กเมนต์มาที่กลุ่มคนสนใจสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งหลายแบรนด์มีการเติบโตทั้งในแง่รายได้ และการรับรู้ที่มากกว่าการลงโฆษณา โดยโฟกัสที่เซ็กเมนต์ตรงความต้องการกับอุตสาหกรรม

อีกทั้งแบรนด์ยังเริ่มเข้าใจความสำคัญของการเก็บ 1st Party Data หรือข้อมูลของลูกค้ามากขึ้น และไม่หวังพึ่ง 3rd Party Data จากช่องทางอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว โดย LINE มีเครื่องมือ MyCustomer ที่ช่วยให้แบรนด์หรือร้านค้าในระบบของ LINE Official Account (LINE OA) ที่มีอยู่กว่า 6 ล้านบัญชี เก็บดาต้าของผู้ใช้ได้สะดวกขึ้น และ LINE จะไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้

โดยวิธีการที่แบรนด์สามารถเก็บ 1st Party Data จากผู้ใช้บน LINE ได้ คือการใช้ Mission Sticker หรือการให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ฟรี แต่แลกกับการกรอกข้อมูลส่วนตัวด้วยความยินยอม ซึ่งที่ผ่านมาวิธีนี้ช่วยให้แบรนด์ประหยัดงบฯในการเก็บดาต้าของลูกค้ามากกว่าวิธีอื่น ๆ เกิน 50%

“ตั้งแต่ปี 2564-2567 อัตราการเก็บ 1st Party Data เพิ่มขึ้น 18% ถือเป็นการรับมือกับความเสี่ยงจากประเด็น Cookieless หรือการที่ผู้ใช้ปฏิเสธการเก็บคุกกี้บนเว็บไซต์ แล้วจะไม่มีดาต้าส่วนอื่นมาใช้ในการลงโฆษณา ซึ่งการที่แบรนด์เป็นเจ้าของดาต้าด้วยตนเองมีประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ผ่านโซลูชั่นต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ธุรกิจค้าปลีกและการเงิน ที่มีการแสดงผล Rich Menu บน LINE OA แตกต่างกันไปตามระดับสมาชิกของลูกค้า”

กางโรดแมปโซลูชั่นใหม่

“วีระ เกษตรสิน” รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า จากทิศทางการลงโฆษณาของแบรนด์ที่เปลี่ยนไป LINE ต้องเพิ่มโซลูชั่นที่สนับสนุนการทำงานของแบรนด์ให้ง่ายขึ้น โดยปลายปี 2567 เปิดด้วยบริการโฆษณารูปแบบใหม่ Smart Channel Premium ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์แบบ Immersive ให้ผู้ใช้ พร้อมเพิ่มเซ็กเมนต์ในการระบุกลุ่มเป้าหมายอีก 100 เซ็กเมนต์ ทำให้แบรนด์ที่ลงโฆษณากับ LINE มีตัวเลือกกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 รายการ ที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น เริ่มจากกลุ่มผู้ติดตาม LINE OA และขยายไปที่บริการอื่น ๆ เช่น LINE OpenChat และ LINE TODAY

ในส่วน MyCustomer จะเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ เช่น การจับคู่ข้อมูลด้านโปรไฟล์ของลูกค้ากับผู้ติดตามใน LINE OA การมีระบบอัตโนมัติมาช่วยดำเนินงานให้เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบภายนอกได้ และการสร้างกลุ่มเป้าหมายคาดการณ์โดย AI ขณะที่ MyCustomer | CRM มีแผนเปิดกว้างการเชื่อมต่อกับช่องทางการขายอื่น ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น LINE MAN เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้งานของลูกค้า ที่ต้องกรอกเบอร์ในช่องโน้ตบนแอปเพื่อสะสมแต้มกับร้านอาหาร

“ปีก่อน LINE ชูการเป็น Open Platform ที่เปิดกว้างให้พาร์ตเนอร์มาพัฒนาโซลูชั่นบน LINE OA ร่วมกัน ตอนนี้มีความร่วมมือกับ LINE ไต้หวัน พัฒนาระบบ My Shop ส่วนในไทยก็มีการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่เลือกมา ซึ่งช่วยให้ LINE พัฒนาโซลูชั่นต่าง ๆ เร็วขึ้นกว่าทีมของ LINE พัฒนากันเอง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้”

และในอนาคตจะมีการรวมโซลูชั่นต่าง ๆ ไว้บนแพลตฟอร์มหนึ่ง คล้ายกับการดาวน์โหลดแอปแบบแอปสโตร์ มีทั้งส่วนที่ใช้ฟรี และเสียเงินแล้วแต่การตัดสินใจของพาร์ตเนอร์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

LINE กำลังซื้อ แพลตฟอร์ม