เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ กับนัยต่อการเลือกตั้งสหรัฐ

06 ต.ค. 2567 | 16:37น.
เลือกตั้งสหรัฐ

เลือกตั้งสหรัฐ

ในอดีต การเลือกตั้งสหรัฐสามารถคาดการณ์ผลล่วงหน้าได้เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่เป็น “สะวิงสเตต” (Swing State) หรือรัฐที่ผู้สมัครมีเสียงสนับสนุนสูสีกัน ต้องรอลุ้นผลการนับคะแนน ซึ่งผลการเลือกตั้งในรัฐเหล่านี้จะชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2024 นี้ ทั้งการคาดการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจจะมีบางอย่างที่ต่างออกไป เมื่อ “ข้อมูลประชากรศาสตร์” (Demographic) ของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไปมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้บางรัฐไม่ถือว่าเป็นสะวิงสเตตที่ชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างที่เคยเป็นมา

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากสถานีข่าว “เอ็นพีอาร์” (NPR) ของสหรัฐ ที่ได้ถอดนัยของข้อมูลทางประชากรศาสตร์ เพื่อดูว่าความเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อาจมีความหมายต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีนี้อย่างไรบ้าง โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาและคาดการณ์ขอของ วิลเลียม เฟรย์ (William Frey) นักประชากรศาสตร์ของสถาบันบรูกกิงส์ (Brookings Institution) และข้อมูลผลเอ็กซิตโพล หรือการหยั่งเสียงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีในอดีต ที่จัดทำโดยบริษัทวิจัย เอดิสัน รีเสิร์ช (Edison Research) ซึ่งมีหลายข้อค้นพบและนัยสำคัญที่คงต้องจับตามอง

ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปีนี้ 
คือ บางรัฐ เช่น รัฐโอไฮโอ และรัฐไอโอวา ไม่ถือเป็นสะวิงสเตตแล้ว ขณะที่รัฐจอร์เจีย และรัฐแอริโซนา กลายมาเป็นสะวิงสเตตแทน ทำให้รายชื่อสะวิงสเตตในการเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนเป็น เพนซิลเวเนีย วิสคอนซิน มิชิแกน นอร์ทแคโรไลนา เนวาดา จอร์เจีย และแอริโซนา

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่สำคัญคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนผิวขาวที่ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีสัดส่วนลดลงอย่างมาก เมื่อปี 2008 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ในสหรัฐ แต่ในปีนี้คาดว่าจะลดเหลือสัดส่วนต่ำกว่า 40% ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายละติน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายเอเชีย-แปซิฟิก และผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่จบระดับอุดมศึกษา มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด และมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้ง แม้ว่าสัดส่วนจะลดลงแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเช่นเดิม

จากสถิติในอดีต ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ในแต่ละรัฐก็มีเฉดสีเข้มอ่อน ซึ่งจากการหยั่งเสียงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อปี 2020 พบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้คะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาใน 3 รัฐ “กำแพงสีน้ำเงิน” (เพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน) ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่เหนือสุดของประเทศเฉลี่ย 61% ขณะที่คนกลุ่มนี้ในรัฐจอร์เจียและรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่อยู่ทางใต้ลงมาจะมีแนวคิดอนุรักษนิยมมากกว่า ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนจากคนกลุ่มนี้ไปเฉลี่ยมากถึง 79%

สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ที่ลดลง มีความหมายว่าสัดส่วนผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันอาจจะลดลงตามไปด้วย แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าสัดส่วนที่ลดลงไปจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด 

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ หลายรัฐที่อยู่ในเขต “ซันเบลต์” หรือแถบใต้สุดของประเทศ มีความหลากหลายของประชากรมากขึ้น โดยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนผิวขาวลดลงในหลายรัฐ อย่างเนวาดา แอริโซนา นอร์ทแคโรไลนา และจอร์เจีย ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายละตินและเชื้อสายเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ใช่คนผิวขาว ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคเดโมแครต ความหลากหลายที่มากขึ้นนี้จึงบ่งชี้แนวโน้มว่า ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตน่าจะได้คะแนนมากขึ้น ซึ่งหลายรัฐในซันเบลต์เป็นรัฐสีน้ำเงินที่เดโมแครตคว้าชัยอยู่แล้ว แต่สำหรับบางรัฐที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของรีพับลิกัน ก็น่าจะได้เห็นการแข่งขันที่สนุกขึ้น