เปิดวิสัยทัศน์ CEO 2030 “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก”
งาน Sustainability Expo 2024 (SX 2024) ผู้นำองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยได้เสวนาในหัวข้อ “TSCN CEO PANEL : วิสัยทัศน์ 2030 พลังความร่วมมือสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี สุทธิชัย หยุ่น เป็น Moderator มีสาระที่น่าสนใจ ดังนี้
ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแลกเปลี่ยน เรียนรู้ นำข้อมูลที่พัฒนาในแต่ละปีมาเชื่อมโยงกันก็เป็นนิมิตหมายสำคัญ ตระหนักรู้ทำตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน ต้องร่วมมือกัน ภายใต้ Thailand Supply Chain Network

ด้วยหลักคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก หรือ Sufficiency for Sustainability” หลายองค์กรได้ร่วมดำเนินการตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ หนึ่งในนั้นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เราอยู่ในโลกธุรกิจ บ่อยครั้งที่เป็นผู้สร้างปัญหา หากไม่รู้จักพอก็อาจทำธุรกิจแบบสุดโต่ง อยากได้ของดีที่สุด ราคาถูกสุด ในโลกธุรกิจต้องเชื่อว่าเราเป็นผู้บริโภคที่บริโภคไม่หยุดยั้ง ประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“จึงชวนให้คิดในมิติความยั่งยืนที่มี 5P Planet-โลก, People-ผู้คน, Posperity-ความเจริญเติบโต, Partnership-ความร่วมมือร่วมใจ และ Peace-ความสงบสุข”
ส่วนคะแนน SDGs ที่ถดถอยก็มีส่วนมาจากสถานการณ์โลก Thailand Supply Chain Network จึงเป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของโลกใบนี้
ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งรัฐบาล เอกชน ชุมชน เป็นความท้าทาย เมื่อต้องมองภาพใหญ่ในการวางกฎเกณฑ์ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.สภาวะสุดขั้วของสภาพอากาศ (Extreme Weather) 2.เทคโนโลยี AI ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป สำหรับปีนี้ทุกคนกำลังประสบปัญหาจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
“ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับอิมพีเรียลคอลเลจ งานวิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกส่งผลต่อเส้นศูนย์สูตร ไต้ฝุ่นจะเกิดบ่อยขึ้น และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารโดยตรง สร้างผลกระทบต่อห่วงโซอาหารที่มีผลกับคนทั้งโลก”
ในด้าน ESG ตัว G-Governance ธรรมาภิบาล การทำงานของเครือข่ายมีความสำคัญ อย่างประเทศฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นมาตลอด แต่ก็บริหารจัดการได้ดี แสดงถึง Build Back Better หรือสร้างเสริมกลับมาให้ดีกว่าเดิม
ภายใต้กรอบ UN Global Compact เรื่องการเติมองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน และชุมชนก็ต้องเข้มแข็งในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันผ่านคำว่า Partnership หากได้ทำงานอย่างสร้างสรรค์ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ได้
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ประเทศไทยมีโครงการ Flagship ที่ผลักดันเปลี่ยนแปลงได้ 2 เรื่องคือ 1.ลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส 2.เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมกับลดคาร์บอน
โครงการเราที่ทำอยู่คือ ESG Symposium เพราะเชื่อว่า หากผลักดันสระบุรีให้เป็นเมืองต้นแบบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จังหวัดอื่น ๆ ก็สามารถทำได้
อีกตัวอย่างที่ทำได้ดีคือ ปูนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) ได้ปรับมาตรฐานอุตสาหกรรมปูนไทยสู่ปูนคาร์บอนต่ำ เราเป็นประเทศแรกของโลกที่รายงานประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ว่าได้เปลี่ยนผ่านสู่ซีเมนต์ใหม่ โดยตั้งเป้ายอดขายปูนคาร์บอนต่ำให้ได้ 80% ของยอดขายปีนี้
“ไทยสอบผ่านเรื่องการปรับตัวสู่คาร์บอนต่ำในภาคอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีการผลิต การปรับมาตรฐานการก่อสร้าง แต่สู้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กับยุโรปไม่ได้ เนื่องจากเป็นโมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตสูง ผมอยากชี้ให้เห็นถึงการรีไซเคิลพลาสติก ว่าปีต่อปี สูงกว่า Conventional Plastic 2-3 เท่า ไทยมีศักยภาพในการรีไซเคิล แต่เทียบกับโลกแล้วเรื่องนี้ไทยยังสอบไม่ผ่าน”
ไทยขาดแผนแม่บทเรื่องรีไซเคิล จิตสำนึกรายบุคคลยังมีปัญหาแยกขยะเปียก-แห้ง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หากเปรียบสมรรถนะเกณฑ์มาตรฐานกับจีน ประเทศไทยยังขาด Regulator Chain ต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างเสถียรภาพของระบบสายส่งทั่วประเทศจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมีศักยภาพสูงสุด
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ ซี.พี. กล่าวระหว่างหัวข้อ CEO PANEL : วิสัยทัศน์ 2030 พลังความร่วมมือสู่อนาคตที่ยั่งยืน ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2024 : GOOD BALANCE, BETTER WORLD “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” ว่า ปี 2022 ทุกประเทศทั่วโลกได้เดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งทั้งหมด 17 เป้าหมาย มีตัวชี้วัดประมาณ 140 ตัวชี้วัด มีความสำเร็จ 12% เมื่อเทียบปีเป้าหมาย 2030
“แม้ว่าการดำเนินการจะสูง แต่ตอนนี้เห็นว่ายังต่ำกว่า 20% และยังเหลือเวลาอีก 6 ปี จะถึง 2030 จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หากมองเป้าหมายของ UNGC นี้เรายังห่างเยอะ เมื่อกลับมาดูการบริหารทำธุรกิจ ยกตัวอย่างของบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งบริษัทในเครือมีการประกอบการใน 20 ประเทศ มีการค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก
บริษัทได้ดำเนินการตามเป้าหมายไว้ 12 เรื่อง มีแผนที่จะดำเนินการอีก 50 เรื่อง ที่จะสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยหลักเราดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ การลดคาร์บอน การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดขยะโดยเฉพาะขยะที่มาจากอาหาร และการสร้างจิตสำนึก ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาเป็นเป้าหมายที่จะเดินหน้า”
“การเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 (การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กรโดยตรง) และ Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เมื่อปี 2023 ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.8 ล้านตันคาร์บอน จากปี 2022 ที่ปล่อย 6.42 ล้านตันคาร์บอนต่อปี จากการใช้พลังงานหมุนเวียน การใช้ไบโอแก๊ส ไบโอแมส และการปลูกป่า
สะท้อนว่า Scope 1, 2 ยังสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายและยังสร้างการเติบโตให้ธุรกิจถึง 5-7% โดยเฉลี่ยต่อปี ส่วน Scope 3 หมายถึง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดทั้งซัพพลายเชน เช่น การซื้อวัตถุดิบ ซึ่งคิดจากการได้มาซึ่งวัตถุดิบ แปรรูป และขนส่งมายังสถานที่ผลิตของเรา รวมถึงการเดินทางทางธุรกิจที่เกิดขึ้น หรือการเดินทางของพนักงานก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น
ซึ่งมีการกำหนดให้เป็นสู่การลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 และเรามีเวลา 6 ปี อย่างน้อยจะต้องเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งจะต้องลดการปล่อยคาร์บอนกับคู่ค้าให้ได้ 25% รวมไปถึงการลดปล่อยก๊าซจากเกษตรกร 30% และลดคาร์บอนจากการขนส่งอีก 25% ขบวนการเหล่านี้จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะข้อตกลงร่วมกัน โดยคู่ค้า ตลอดซัพพลายเชน ทุกโรงงาน”
เพิ่มพันธกิจสู่ Net Zero
ด้านนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเล ได้ดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม คือ การดูแลสุขภาพคนและการดูแลสุขภาพของทะเล และเรื่อง Sustainability จากปี 2014 ประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ดูแลแรงงานไม่ถูกต้อง และมีการค้าแรงงาน
โดยในส่วนของบริษัทได้ดำเนินเรื่องแรงงาน โดยร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อไม่ให้มีการทำประมงผิดกฎหมาย การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และการผลิตที่มีความรับผิดชอบ และในปี 2023 บริษัทได้มีการประกาศพันธกิจ เดินหน้า Net Zero ภายในปี 2050 เพราะบริษัทต้องเป็นซัพพลายเชนให้กับคู่ค้าทั่วโลก จึงมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด
“หลังประกาศพันธกิจสำคัญไปแล้ว ในปี 2024 ได้มีการขยายพันธกิจเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 11 พันธกิจ โดยมีเป้าหมายว่า ปี 2030 ให้มีการบรรลุ Net Zero และการทำ Scope 1, 2, 3 ให้ได้ 42% ซึ่งเป็นความท้าทาย”
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทถือว่าดำเนินการไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งการดูแลเฉพาะสัตว์น้ำทะเลที่มาจากทางธรรมชาติ เช่น ปลาทูน่า แต่มีการขยายไปยังการดูแลสัตว์น้ำอื่น เช่น แมคเคอเรล ซาดีน แซลมอน และยังมีการขยายดูแลจากสัตว์น้ำธรรมชาติ ไปสู่สัตว์น้ำเลี้ยง เช่น กุ้ง ช่วยเกษตรกรไทยให้มีความรับผิดชอบและช่วยในการลดใช้พลังงาน
เพราะเกษตรกรถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนบริษัท เช่น การจัดซื้อถั่วเหลืองจากเกษตรกรที่ไม่ทำลายป่า ทั้งยังช่วยเกษตรกร โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันทางการเงินเข้ามาช่วยในเรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เป็นต้น